ปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่! ‘สกายวอล์คเมืองกาญจน์’ เปิดทดลองใช้ เริ่ม 18 ส.ค.นี้ (Kanchanaburi Skywalk is ready for a soft opening on 18 August)

May be an image of body of water and text that says "KANCHANABURI SKYWALK READY FOR SOFT OPENING ON 18 AUGUST REGISTRATION SCAN SCANHERE HERE https://thailand.prd.go.th f PR ÛGt Thai Government"

จังหวัดกาญจนบุรี​ เปิดทดสอบความพร้อม​การให้บริการประชาชนเข้าชม “สกายวอล์คกาญจนบุรี” เฟสแรก​ ในวันที่ 18-26 ส.ค.65 ก่อนเปิดเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ โดยให้บริการประชาชนเข้าชมช่วงทดสอบทั้ง Walk in และจองคิวออนไลน์ล่วงหน้าที่ https://shorturl.asia/s4drw

พิกัดบริเวณท่าน้ำหน้าเมืองกาญจนบุรี ตัวอำเภอเมืองกาญจนบุรี จ.กาญจนบุรี

เงื่อนไขจำนวนผู้เข้าชม ดังนี้
– วันจันทร์​ -​ ศุกร์​ ลงทะเบียน​ออนไลน์​ 100​ ท่าน​ walk​ in​ 50​ ท่าน​ เข้าชมตั้งแต่เวลา​ 15.30​ น.
– วันเสาร์​ -​ อาทิตย์​ ลงทะเบียน​ออนไลน์​ 200​ ท่าน​ walk​ in​ 200​ ท่าน​ เข้าชมตั้งแต่เวลา​ 14.00​ น.

ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบการเข้าชมและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

Kanchanaburi Skywalk is ready for a soft opening on 18 August

The first phase of the Kanchanaburi Skywalk is going to open for public testing from 18 to 26 August 2022 before the official opening next month.

The 12-meter-high skywalk with a 150-meter-long transparent glass walkway is located along the Kwai Yai River of Kanchanaburi province’s Muang district.

Those interested in joining the soft opening may either walk in or make a reservation by registering online through the website http://shorturl.asia/s4drw

– 100 people who have made online reservations and 50 walk-ins will be allowed to use the skywalk on weekdays after 15.30 hr.
– 200 online reservations and 200 walk-ins will be allowed on weekends after 14.00 hr.

ข้อมูล NNT สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ PR Thai Government

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

กรุงเทพมหานครขึ้นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก มีผู้บริหารสมาคมระหว่างประเทศดึงงานประชุมนานาชาติสูงสุด (Bangkok Ranks Top in Asia-Pacific Local Knowledge Leaders Attracting International Conferences)

กรุงเทพมหานครขึ้นอันดับ 1 ในเอเชียแปซิฟิก ในฐานะเมืองที่มีบุคลากรในสมาคมระหว่างประเทศใช้บทบาทช่วยดึงงานประชุมนานาชาติเข้าสู่ประเทศสูงสุด

บริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศด้านการจัดประชุม GainingEdge เผยรายงานวิจัยประจำปี “Leveraging Intellectual Capital” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาพบว่า กรุงเทพมหานครมีบุคลากรเข้าเป็นกรรมการบริหารสมาคมระหว่างประเทศ 194 สมาคม แต่สามารถดึงงานประชุมเข้าประเทศได้มากถึง 123 งาน คิดเป็นอัตราการใช้ประโยชน์ (Harnessing Ratio) 63.4% ทำให้กรุงเทพเป็นอันดับหนึ่งของเอเชียแปซิฟิก ตามด้วย เซี่ยงไฮ้ 51.7% สิงคโปร์ 50.8% ไทเป 45.9% และกัวลาลัมเปอร์ 44.3%

GainingEdge จัดอันดับเมืองจุดหมายปลายทางไมซ์ทั่วโลก ด้านการใช้ประโยชน์จากบุคลากรที่เป็นต้นทุนทางปัญญาเพื่อดึงงานประชุมนานาชาติมาจัดในเมืองได้สูงสุด โดยพิจารณาจากจำนวนผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่ได้เข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของสมาคมวิชาชีพระหว่างประเทศ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจำนวนงานประชุมนานาชาติของสมาคมฯ ที่จัดขึ้นระหว่างปี 2561 จนถึงปี 2564 ในเมืองของผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่ดำรงตำแหน่งอยู่ และคำนวณค่าออกมาเป็นสัดส่วนร้อยละหรือเปอร์เซ็นต์ เรียกว่า Harnessing Ratio

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังอยู่ในอันดับ 6 ของโลก รองจากกรุงปราก 95% ดับลิน 81.9% ลิสบอน 81.8% มอนทรีออล 77.2% และเบอร์ลิน 64.7% 

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา (Mr. Chiruit Isarangkun Na Ayuthaya)

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า จากรายงานของ GainingEdge ได้แนะนำให้เมืองต่าง ๆ ใช้กลยุทธ์การประมูลสิทธิหรือดึงงานโดยเชิญชวนผู้นำองค์ความรู้ หรือผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่มีชื่อเสียงให้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนการดึงงาน ซึ่งสอดรับกับแนวทางการดึงงานของทีเส็บที่ริเริ่มโครงการ Thailand Convention Ambassador Programme หรือผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดประชุมนานาชาติของประเทศไทย

แพทย์หญิง สมศรี เผ่าสวัสดิ์ (Prof. Emeritus Dr. Somsri Pausawasdi)

ปัจจุบันได้แต่งตั้งแล้วสองท่าน คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง สมศรี เผ่าสวัสดิ์ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิกิตติมศักดิ์ด้านการจัดประชุมนานาชาติในด้านการแพทย์ (Honorary Convention Ambassador – Medical)

รองศาสตราจารย์ ดร. ชิต เหล่าวัฒนา (Assoc. Prof. Dr. Djitt Laowattana)

และรองศาสตราจารย์ ดร. ชิต เหล่าวัฒนา เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาการหุ่นยนต์ (Convention Ambassador – Robotics) ซึ่งถือเป็นสองท่านแรกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดประชุมนานาชาติของประเทศไทย หรือ Thailand Convention Ambassador อีกทั้งยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการผลักดันผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพในอุตสาหกรรมการแพทย์ และวิทยาการหุ่นยนต์ของประเทศไทยให้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการบริหารของสมาคมวิชาชีพระหว่างประเทศอีกด้วย 

บทบาทของ Convention Ambassador คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพที่โน้มน้าวให้เกิดการสนับสนุนและนำเสนอประเทศไทย สร้างความรู้ความเข้าใจถึงความสำคัญของการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุม และสนับสนุนเพื่อช่วยผลักดันให้สมาคมของประเทศไทยในอุตสาหกรรมนั้น ๆ ร่วมประมูลสิทธิงานประชุมนานาชาติเข้ามาจัดในประเทศไทย ทั้งนี้ ทีเส็บ เตรียมขยายโครงการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดประชุมนานาชาติให้ครอบคลุมอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ ของประเทศ อาทิ อาหาร และการเกษตร ภายใต้โมเดลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Economy Model (Bio-Circular-Green Economy Model) และไทยแลนด์ 4.0

Bangkok Ranks Top in Asia-Pacific Local Knowledge Leaders Attracting International Conferences

Latest report from GainingEdge on “Leveraging Intellectual Capital,” shows that Bangkok has been able to leverage its local knowledge leaders by attracting 123 international conferences and has local leaders assuming positions on the boards of 194 international associations.

Bangkok, Thailand – Bangkok was ranked in the top position in Asia-Pacific for its ability to leverage its knowledge leaders in international associations to attract international conventions, according to GainingEdge.

GainingEdge, a consulting firm in international conferences, released its latest report on “Leveraging Intellectual Capital”. The report shows that Bangkok has local knowledge leaders assuming positions in the boards of 194 international associations and they can attract 123 international conferences of the associations to their city. The performance was translated into “Harnessing Ratio” at 63.4%. The percentage is the highest in Asia-Pacific, followed by Shanghai (51.7%), Singapore (50.8%), Taipei (45.9%), and Kuala Lumpur (44.3%).

The firm ranked MICE destinations worldwide on the basis of the influence of their knowledge leaders in attracting international conventions. It compared the number of knowledge leaders from each city who are on the governing bodies of international associations and the number of international conventions that the city has hosted from 2018–2021. The correlation between the two numbers – or how efficiently representation converts to bid wins – is defined as a city’s Harnessing Ratio.

On a global scale, Bangkok ranked 6th place behind Prague (95%), Dublin (81.9%), Lisbon (81.8%), Montreal (77.2%) and Berlin (64.7%).

Mr. Chiruit Isarangkun Na Ayuthaya, President of Thailand Convention & Exhibition Bureau (TCEB), said: “GainingEdge’s recommendation that destinations undertake “smart” bid strategies by engaging local knowledge leaders with a strong reputation to support their bids is in line with a new initiative of TCEB called Thailand Convention Ambassador Programme. We have so far appointed Prof. Emeritus Dr. Somsri Pausawasdi (Honorary Convention Ambassador – Medical) and Assoc. Prof. Dr. Djitt Laowattana (Convention Ambassador – Robotics) as Thailand’s first Convention Ambassadors. The two ambassadors have played a role in supporting Thai medical and robotics professionals to assume the positions in the governing bodies of international associations”.

The roles of the Convention Ambassador are persuasive advocates for Thailand. They will help communicate the value of hosting a convention and put together intellectual resources and support necessary for local associations to win bids. The Thailand Convention Ambassador Programme will be expanded progressively to include other “Thailand 4.0” and “Bio-Circular-Green Economy Model” industries such as food, and agriculture.

Thailand Convention Ambassador Programme information, please visit www.businesseventsthailand.com/en/support-solution/convention or contact c@tceb.or.th

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

รพ.เมดพาร์ค ชูเทคโนโลยี-นวัตกรรม ดันไทยเป็นเมดิคัลฮับในภูมิภาค (Med Park Hospital elevates technology-innovation pushing Thailand forward to become a regional medical hub.)

รพ.เมดพาร์ค เผยทิศทางโรงพยาบาลไทย สู่เมดิคัลฮับในภูมิภาค ชี้ต้องเน้นเทคโนโลยี-นวัตกรรม เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค ลดการสูญเสีย พร้อมโชว์รางวัล LEED การันตีนวัตกรรมรักษ์โลก ตั้งแต่การก่อสร้าง จนถึงการบริหารงาน

นางสมถวิล ปธานวนิช ที่ปรึกษาคณะจัดการโรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวในหัวข้อ “Rethink Recover คิดใหม่เพื่อโลก : Innovation for Zero Waste” ในงานสัมมนา Virtual Seminars : Innovation Keeping the World : Rethink Recover นวัตกรรมรักษ์โลก” ที่จัดโดย สำนักข่าวสปริงนิวส์ ว่า รพ.เมดพาร์ค ได้มีการคำนึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างอาคาร นอกเหนือจากจุดยืนในเรื่องของการเป็นศูนย์กลางรักษาโรคซับซ้อน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นเมดิคัลฮับของภูมิภาค

โดยอาคารของ รพ.เมดพาร์ค ได้ออกแบบให้เป็น Positive Pressure Building ด้วยการใช้กระจก 4 ชั้น เพื่อลดความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวอาคาร ทำให้ประหยัดแอร์ ลดการใช้พลังงาน ขณะเดียวกันยังใช้นวัตกรรมที่ไม่สะท้อนความร้อนไปยังอาคารใกล้เคียง 

มีการวัดปริมาณฝุ่น และอากาศภายในอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้อากาศภายในอาคาร สะอาด ปลอดเชื้อ มีระบบการระบายอากาศเพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค ทำให้ภายใน รพ. มีความปลอดภัยทุกจุด โดยเฉพาะจุดสำคัญ เช่น ห้อง ICU เป็นต้น

นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารจะเป็นคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมด รวมถึงอุปกรณ์ เช่น ผ้าม่าน โซฟา จะใช้วัสดุที่เป็นแอนตี้แบคทีเรีย , เตียงนอนผู้ป่วย จะมีการทำความสะอาดหลังการใช้งาน ด้วยระบบการอบฆ่าเชื้อ เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

ทำให้ รพ.เมดพาร์ค ได้รับรางวัล LEED หรือ Certification Leadership in Energy and Environmental design ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานรับรองอาคารเขียว ที่ให้ความสำคัญครอบคลุมการออกแบบอาคารเพื่อสิ่งแวดล้อม การก่อสร้าง การดำเนินการ และการบริหารงาน ที่มุ่งสู่การดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม 

“มองว่า รพ.ในยุคใหม่ในอนาคตจะต้องเดินทางนี้ เชื่อว่าหลาย รพ.อยากทำแบบนี้ แต่ด้วยเพราะข้อจำกัดเนื่องจากก่อสร้างมานาน ขณะที่ รพ.เมดพาร์ค พึ่งเกิดขึ้นมา และเกิดในช่วงโควิด ทำให้การออกแบบอาคาร จากเดิมที่มุ่งเน้นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ก็เพิ่มเติม ปิดช่องว่างในทุกส่วน โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดโควิด ทั้งระบบอากาศภายในอาคาร หรือแม้กระทั่งหลอดไฟ รวมถึงการอบฆ่าเชื้อเตียงผู้ป่วยหลังการใช้งาน”

นางสมถวิล กล่าวอีกว่า ขณะที่ระบบน้ำ จะมีการนำไปรีไซเคิล 100% เพื่อหมุนเวียนนำกลับมาใช้ซ้ำ เช่น การรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น ส่วนขยะ จะมีระบบที่ไม่ให้เกิดการส่วนทางกัน ระหว่างขยะหรือของเสีย และของดีหรือของที่ยังไม่ใช้งาน รวมทั้งเส้นทางเดินของคน เพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อ และขยะติดเชื้อทุกชิ้นจะมีการนำไปกำจัดด้วยระบบที่เป็นมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม แม้ รพ.เมดพาร์ค จะมีเตียง ICU ถึง 30% ของจำนวนเตียงทั้งหมดใน รพ. ซึ่งถือว่ามากเป็นอันดับต้นๆของภูมิภาค แต่ รพ. ได้มีการนำเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งโรบอต ระบบ AI มาใช้ในการวินิจฉัยโรค เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการรักษา

“ความแม่นยำในการรักษา โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม จะช่วยลดการสูญเสีย ลดค่าใช้จ่าย ลดการนอน รพ.นานๆ ลดการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น ซึ่งอดีตผู้ป่วยบางรายต้องไปหลาย รพ. เพื่อตรวจซ้ำเพื่อให้เกิดความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค ต้องเดินทางไปกลับ รพ. หลายครั้ง ต้องนอน รพ. นานๆ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นค่าใช้จ่าย”

พร้อมกล่าวย้ำอีกว่า สิ่งสำคัญ คือ การสร้างวัฒนธรรมภายในองค์กร ที่ให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน เพราะทุกคนจะมีความสำคัญ แม้แต่แม่บ้าน หรือ พนง.เข็นรถเข็นเตียง เพื่อทำให้ผู้ป่วยที่มารับบริการได้รับการรักษาและกลับบ้านได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ รพ. ยังมีแอปพลิเคชั่น My Med ซึ่งจะมีระบบ เช่น การแจ้งเตือนการนัดหมาย การกินยา และยังลดการเดินทางของผู้ป่วยได้อีกด้วย

(cr:  ฐานเศรษฐกิจ, SpringNews)

รพ.เมดพาร์คเปิดคลินิกโรคอุบัติใหม่และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน (EIDARIC) (MedPark Hospital opening the Emerging Infectious Diseases & Acute Respiratory Infection Clinic (EIDARIC))

รพ.เมดพาร์คก้าวไปอีกระดับของความปลอดภัยด้วยการเปิดคลินิกโรคอุบัติใหม่และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน (EIDARIC) สร้าง Dual System ลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

https://medpark.hospital/EIDARIC

โรงพยาบาลเมดพาร์ค โรงพยาบาลที่ออกแบบโดยแพทย์ มุ่งมั่นดูแลคนไข้ด้วยความ ปลอดภัยระดับสูง เตรียมพร้อมรับมือโรคอุบัติใหม่ด้วยการเปิดคลินิกโรคอุบัติใหม่และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน (EMERGING INFECTIOUS DISEASES & ACUTE RESPIRATORY INFECTION CLINIC – EIDARIC) โดยได้รับเกียรติจาก นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มาเป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วย นพ. ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค มาร่วมในพิธี

หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว ทำให้มีการเดินทางมากขึ้นทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ หรือจากนักท่องเที่ยวที่มีความจำเป็นต้องเข้ารับการรักษา (Medical Tourism) โรงพยาบาลเมดพาร์คจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มระดับการคัดกรองให้ผู้มาใช้บริการในโรงพยาบาลสามารถเข้ามารับบริการได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ เราจัดตั้งคลินิก EIDARIC ขึ้น ไม่ใช่เพียงแต่รองรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ยังพบการแพร่ระบาดและกลายพันธุ์อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น แต่เพื่อรองรับโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตอีกด้วย มาตราการคัดกรองผู้เข้ามาใช้บริการตามอาการเบื้องต้นที่คลินิก EIDARIC จะช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย ญาติ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลและสังคมโดยรวม

นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า “การที่ได้มาเห็นว่าโรงพยาบาลเอกชนมีการปรับปรุงมาตรการการรับมือกับโรคระบาดทั้งที่กำลังเกิดขึ้นเช่นโควิด-19 และเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน เป็นหุ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศของเราสามารถรับมือกับโรคระบาดต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้เป็นอย่างดี โรงพยาบาลเมดพาร์คเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความก้าวหน้าและความพร้อมของระบบสาธารณสุขของประเทศไทย เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจากนโยบายการเปิดประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวทั่วไป ผู้เดินทางที่เข้าเมืองเพื่อรับการรักษา (Medical Tourism) หรือประชาชนทั่วไปที่มาเข้ารับบริการ ด้วยความใส่ใจในการบริการและความปลอดภัยของผู้มาใช้บริการ แม้บุคลากรทางการแพทย์ก็สามารถมั่นใจได้ว่าโรงพยาบาลมีกระบวนการที่จะปกป้อง และทำให้พื้นที่ภายในโรงพยาบาลเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่แท้จริง”

แม้ว่าภาครัฐและเอกชนโดยทั่วไปเตรียมผ่อนคลายมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แต่โรงพยาบาลยังคงเป็นที่พึ่งพาของผู้ป่วยและสังคม ให้การรักษา เฝ้าระวัง และวางแผนรับมือโรคติดเชื้อที่ยังมีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต โรงพยาบาลเมดพาร์คจึงได้พัฒนาแนวคิดการออกแบบระบบจัดการแบบ Dual System โดยแยกการให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อออกจากผู้ป่วยปกติ

นายแพทย์พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ กล่าวเสริมว่า “เรามีปณิธานที่จะรักษาโรคยากและซับซ้อน จึงต้องทำให้โรงพยาบาลปลอดภัยและสะอาดมากที่สุด เพื่อให้คนไข้ไม่ถูกรบกวนจากภาวะความเสี่ยงของการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นโรคโควิด-19 หรือโรคอุบัติใหม่ต่างๆ เรามีระบบการจัดการแบบ Dual System แยกผู้ป่วยที่มีอาการหรือมีความเสี่ยงสูงออกจากผู้ป่วยทั่วไป ให้เข้ารับการรักษาที่คลินิก EIDARIC ที่ตั้งอยู่ภายนอกอาคารโรงพยาบาล และยังเป็นห้องความดันลบ (Negative Pressure) เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อและผู้เข้ารับบริการทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่าการมาโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องน่ากังวล และจะได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางด้วยความสบายใจ”

คลินิกโรคอุบัติใหม่และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน (EIDARIC) เป็นคลินิกความดันลบที่สามารถลดการแพร่กระจายเชื้อโรคภายในคลินิกได้ มีการบริหารจัดการแบบ One-stop Service จัดสรรพื้นที่ห้องตรวจสำหรับผู้ป่วยอย่างเหมาะสม โดยผู้ป่วยสามารถพบแพทย์ผู้ชำนาญการ ตรวจวินิจฉัย RT-PCR อย่างรวดเร็ว เอ็กซ์เรย์ปอด รับยาและใบนัดทั้งหมดได้ในที่เดียว นอกจากนี้ภายในคลินิก EIDARIC ยังติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อความสะดวกสบายของผู้เข้าใช้บริการ อีกทั้งติดตั้งระบบกรองอากาศ (HEPA Filter) เพื่อกรองอากาศภายในคลินิกก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยโรคยากและซับซ้อน ชาวไทยและชาวต่างชาติ สามารถมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเมดพาร์คได้ อย่างปลอดภัยและมั่นใจ

MedPark Hospital opening the Emerging Infectious Diseases & Acute Respiratory Infection Clinic (EIDARIC)

Elevates new safety measures by launching the Emerging Infectious Diseases & Acute Respiratory Infection Clinic (EIDARIC)

MedPark Hospital, co-designed by doctors, strives to provide patient care with the highest level of safety by opening the Emerging Infectious Diseases & Acute Respiratory Infection Clinic (EIDARIC), presided by Dr. Kiattibhoom Vongrachit, Permanent Secretary of the Ministry of Public Health, Dr. Sopon Iamsirithaworn Deputy Director General, Department of Disease Control – Ministry of Public Health and Dr. Tares Krassanairawiwong, Department Chief of The Department of Health Service Support for the clinic inauguration ceremony.

After Thailand reopens its borders to welcome tourists, there is a considerably upward trend of domestic and international travelers as well as medical tourism. MedPark Hospital recognizes the need to tighten screening measures to build public confidence in the safety of the hospital. EIDARIC is established to safely care for not only COVID-19 patients but also patients with new emerging diseases. EIDARIC screening measures can elevate the safety for patients and their families, and for the benefit of health care workers and society.

Dr. Kiattibhoom Vongrachit, Permanent Secretary of the Ministry of Public Health, said, “Seeing a private hospital tightens its vigilant measures against the ongoing COVID-19 pandemic and well-prepared to tackle new emerging diseases denotes the hand-in-hand cooperation between the public and private sector – important partners –ensuring that our country can effectively tackle new emerging diseases. MedPark Hospital represents the advancement and readiness of the country’s health system to welcome medical travelers and Thai nationals with earnest service and safety. Health care workers can be confident that the hospital has laid out effective preventive measures to make the hospital ground a true safe zone.”

Even though other public and private organizations are starting to relax their COVID-19 preventive measures, the hospital remains the main point of contact to treat, monitor, and devise plans to handle ongoing and future infectious diseases for patients and society. MedPark hospital has, thus, developed the Dual Management System for the hospital to separate patients with infectious diseases from normal patients.

Dr. Pongpat Patanavanich, Managing Director of MedPark Hospital, added, “We resolve to treat high acuity and complex diseases. Therefore, our hospital must be the safest and most hygienic place to protect patients from the risks of infectious diseases, regardless of whether it’s COVID-19 or other emerging diseases. We have implemented a dual system to separate symptomatic, high-risk patients from others; they can receive treatments at negative-pressure EIDARIC outside the hospital’s main building to decrease the risk of transmission. Patients can be confident that MedPark hospital is a ‘safe haven’ and will receive treatments from medical specialists with assurance.”

EIDARIC is a negative pressure clinic, designed and constructed to confer effective airborne infectious disease containment. With its one-stop medical care and service, EIDARIC is properly multi-compartmentalized, where patients can see a medical specialist, obtain a quick swab for RT-PCR COVID-19 test, have chest radiography, collect prescription drugs, make a payment, and receive a follow-up appointment all in one place. EIDARIC is air-conditioned- Air vented from the EIDARIC passes through a HEPA filter, decreasing the risk of airborne transmission both within and outside the clinic.
These are the efforts and measures taken for the safety and quality of care, so that patients – Thai or international – can come to see their doctors with a peace of mind.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

ทีเส็บนำไทยคว้างานประชุมยูนิซิตี้ ถือเป็นงานประชุมองค์กรนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดหลังจากเปิดประเทศ (TCEB Helps Thailand Clinch Unicity’s Global Conference, the Largest MI Group Since the Country’s Reopening)

From left to right: Ms. Supanich Thiansing, Director of Meetings and Incentives Department of TCEB, Mrs. Supawan Teerarat, TCEB’s Senior Vice President – MICE Capability and Innovation, Mr. Christopher Kim, President of Unicity International, Mr. Bobby Kim, Executive Vice President – Asia Pacific, Unicity International during the press conference at TCEB office in Bangkok on July 19, 2022, announcing the 2022 Unicity Global Leadership & Innovation Conference scheduled between 5-7 August 2022 in Bangkok, Thailand.

นางศุภวรรณ ตีระรัตน์ รองผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาและนวัตกรรม สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า “ยูนิซิตี้” บริษัทธุรกิจขายตรงด้านสุขภาพที่มีสาขามากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดประชุม “2022 Unicity Global Leadership & Innovation Conference” ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกที่รวมสุดยอดผู้นำธุรกิจกว่า 10,000 คน โดยกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 ส.ค.2565 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี นับเป็นงานประชุมองค์กรนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดหลังจากเปิดประเทศ การจัดงานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรหรือบริษัทในระดับนานาชาติต่างเชื่อมั่นในความพร้อมของไทย ที่มีมาตรการป้องกันและควบคุมที่ดี จนเกิดการจัดประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลเข้ามาในประเทศอย่างคึกคัก

“ช่วงนี้สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย และไทยเข้าสู่การเปิดประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจ บริษัทนานาชาติต่างก็เชื่อมั่นในความพร้อมของไทย เพราะเรามีมาตรการป้องกันและควบคุมที่ดี ทีเส็บถือโอกาสนี้เข้าร่วมชักจูง และอำนวยความสะดวกเต็มที่จนเกิดการจัดประชุมองค์กรและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลเข้ามาอย่างคึกคัก”

นางศุภวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ทีเส็บสนับสนุนการจัดงาน 2022 Unicity Global Leadership & Innovation Conference ทั้งด้านงบประมาณบางส่วน และการให้บริการครบวงจร อาทิ การอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองผ่านบริการช่องทางไมซ์เลน (MICE Lane Service) แก่ผู้บริหารและทีมงานที่เข้ามาตั้งแต่ระหว่างการเตรียมงาน ตลอดจนประสานงานกับสถานทูตและสถานกงสุลทั่วโลก อำนวยความสะดวกในการทำวีซ่าเข้าสู่ประเทศไทยสำหรับผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศ

การจัดงานนี้ คาดว่าจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจของไทย เช่น
ค่าสถานที่จัดงาน ค่าบริษัทดูแลการจัดงาน ค่ารถรับส่ง ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายส่วนตัวของผู้เข้าร่วมงาน ตลอดจนรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการในสถานที่ต่างๆ
ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งหลังจากการประชุมผู้เข้าร่วมงานจะเดินทางออกสู่จังหวัดต่าง ๆ อาทิ จังหวัดภูเก็ต และเมืองพัทยา โดยประมาณการว่าจะสร้างเศรษฐกิจกระจายรายได้ให้ประเทศได้ถึง 660 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ 2565 ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย.นี้ ทีเส็บประมาณการว่าจะมีกลุ่มองค์กรนานาชาติเพื่อการประชุมและการเดินทางเพื่อเป็นรางวัล (MI)
เดินทางเข้ามายังประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 25 กลุ่ม รวมจำนวนกว่า
15,138 ราย ทั้งจากประเทศอินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย อังกฤษ เวียดนาม และอื่นๆ สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทยกว่า 1,000 ล้านบาท

นายคริสโตเฟอร์ คิม ประธานบริหาร ยูนิซิตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมในการจัดงาน 2022 Global Leadership and Innovation Conference ที่สร้างสรรค์ภายใต้แนวคิด “IT’S TIME TO FEEL GREAT” ให้ชีวิตพร้อมเดินหน้าสู่ความสำเร็จร่วมกันว่า ยูนิซิตี้ มีความพร้อมอย่างมากในการจัดงานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นงานที่เหล่านักธุรกิจยูนิซิตี้ต่างเฝ้ารอที่จะฉลองความสำเร็จร่วมกัน รวมทั้งปลุกพลังความแข็งแกร่งให้แก่สมาชิกเพื่อพร้อมที่จะสร้างชีวิตที่ดีกว่า (Make Life Better) ไปด้วยกัน “แม้ว่าตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกต่างต้องเผชิญกับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ต้องสูญเสียหลากหลายมิติทางความสุขในชีวิตไป แต่สำหรับยูนิซิตี้แล้วนี่คือ
ความท้าทายครั้งสำคัญที่เราต้องฝ่าไปให้ได้ และเราสามารถพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราทำได้และทำได้ดีจนเกิดเป็นพลังแห่งความสำเร็จร่วมกันในครั้งนี้ และพร้อมจะแบ่งปันความสำเร็จเหล่านั้นไปสู่ผู้คนรอบข้างอย่างไม่หยุดยั้ง”

“การกลับมาจัดงานที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกในประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่
ยูนิซิตี้ ประสบความสำเร็จอย่างมากจากการจัดงาน Global Leadership and Innovation Conference ในปี 2014 โดยการจัดงานทั้ง 2 ครั้งล้วนได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ และ ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของประเทศไทย ตลอดจนความโดดเด่นในฐานะประเทศในฝันของเหล่านักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทำให้ ยูนิซิตี้ มั่นใจที่จะใช้ไทยเป็นพื้นที่จัดงานดังกล่าวอีกครั้ง ที่สำคัญยังเป็นการประกาศความสำเร็จในการเติบโตทางธุรกิจของยูนิซิตี้ในภูมิภาคเอเชียที่ขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในหลายประเทศ ซึ่งมั่นใจว่าการจัดงานในครั้งนี้จะช่วยนำกลุ่มนักธุรกิจยูนิซิตี้จากกว่า 50 ประเทศ เข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้มากกว่า 10,000 คน ซึ่งจะช่วยสร้างให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในไทยได้อย่างแน่นอน” นายคริสโตเฟอร์ คิม กล่าว

TCEB Helps Thailand Clinch Unicity’s Global Conference, the Largest MI Group Since the Country’s Reopening

With the support of Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB), the nutritional supplement company Unicity has selected Thailand as the destination for its 2022 Unicity Global Leadership & Innovation Conference. To be held from 5-7 August, the convention will be attended by more than 10,000 Unicity distributors from over 50 countries. Unicity’s decision to hold the conference in Bangkok with post-event tours to Pattaya and Phuket testifies to Thailand’s readiness for events. The event is projected to generate an income of 660 million baht for Thailand.

Mrs. Supawan Teerarat, TCEB’s Senior Vice President – MICE Capability and Innovation said: “We are delighted that Unicity has selected Thailand for its 2022 Unicity Global Leadership & Innovation Conference. The event, scheduled to take place at IMPACT Exhibition and Convention Center in Bangkok, will be the largest corporate meeting and incentive travel group to visit Thailand since travel restrictions were lifted.

“As the COVID-19 situation abated and business travel and tourism resume worldwide, we are mobilising our resources to attract more MICE events to Thailand. International corporations are confident that Thailand is ready to host events of all sizes because we have all the necessary controls and support in place. TCEB’s collaboration with various government departments and MICE organisations are bearing fruit – we are witnessing an upswing in corporate meetings and incentive groups coming to Thailand.”

To help bring the 2022 Unicity Global Leadership & Innovation Conference to Thailand, TCEB provided a partial subsidy and comprehensive services. For example, Unicity executives and its pre-event conference teams will enjoy fast-track immigration clearance with TCEB’s MICE Lane Service at Bangkok’s Suvarnabhumi International Airport, and arrangements have also been made with Thai embassies and consulates abroad to facilitate visa application by Unicity delegates in their home countries.

Unicity’s 2022 global conference will have a deep economic impact in Thailand, especially for venues, hotels, event organisers, transport providers, food and beverage providers, and retailers. Bangkok, the host city, as well as Pattaya and Phuket, the two primary post-conference tour destinations, will benefit the most from spending by delegates.

Mr. Christopher Kim, President of Unicity International announced that the 2022 Global Leadership and Innovation Conference will be held under the theme ‘IT’S TIME TO FEEL GREAT’ where all delegates will move forward together for success. Unicity is all geared up to host the mega event and every Unicity distributor has been longing to celebrate their successes together! This will also boost morale amidst the current Covid-19 pandemic, which has deprived people of their happiness in many aspects. For Unicity, this has been a significant challenge that they have already overcome with and thus are ready to share it with people.   

“This is the second time Unicity has hosted Global Leadership and Innovation Conference in Thailand after it took place in 2014 with great success and both were actively supported by the Thailand Convention and Exhibition Bureau (Public Organization), or TCEB. With utmost confidence in Thailand’s strong economic potential, along with the country’s reputation as a dream destination of travellers worldwide, the conference will draw more than 10,000 Unicity distributors from more than 50 countries across the world with the common goal to Make Life Better for all. In addition, the conference will demonstrate Unicity’s business growth and success in the fast-growing market of Asia and will benefit the overall economy for Thailand.” said Mr. Christopher Kim.

Looking ahead, TCEB forecasts Thailand will host no less than 25 international corporate meetings and incentive travel groups from July–September this year, which will contribute more than 1,000 million baht to the Thai economy. This includes 15,138 travellers from the key source markets of India, Singapore, Malaysia, Indonesia, Australia, the United Kingdom, and Vietnam.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน
(report)

อาณาบริเวณที่มีน้ำตกที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย – กาญจนบุรี

ขายที่ดินและบ้านสวน — เหมาะที่จะพัฒนาเป็นรีสอร์ทริมน้ำ
มีโฉนด ติดแม่น้ำแควใหญ่ 21-1-10 ไร่ ต.วังด้ง มีพื้นที่หน้ากว้างติดแม่น้ำ 155 เมตร ลึก 400 เมตร
ที่ดินสวย วิวภูเขาและแม่น้ำ ตลิ่งสูง เหมาะแก่การทำรีสอร์ท และบูติคโฮเทล หรือเป็นบ้านพักตากอากาศริมน้ำ พร้อมทำสวนผลไม้ได้
ที่ดินอยู่ใกล้ชุมชน (2 กม) ร้านอาหาร ร้านกาแฟ (3-5กม) สถานีตำรวจ (5 กม)โรงพยาบาลทหาร (8 กม) ตลาดนัด (8 กม)

1.    ที่ดินงอกนอกโฉนดเลยเขตหมุดไปทางหน้าน้ำ ประมาณอีก 4 ไร่ ใช้ประโยชน์ได้
2.    ตัวบ้าน 2 ชั้น ชั้นล่างสร้างเสร็จใหม่ปี 2019 / ชั้นบนสร้างเสร็จปี 2010 และปรับแต่งภายในใหม่ปี 2019 ทั้งหมด 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ และห้องนอนแม่บ้าน เครื่องปรับอากาศ 6 ตัว พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 421 ตร.ม. พร้อมเข้าอยู่

3.    บ้านพักคนงาน หรือ บ้านพักปฏิบัติธรรม 2 ห้องนอนพร้อมห้องน้ำ 1 ห้อง พื้นที่ใช้สอย 36 ตร.ม.

4.    ต้นสักอายุ 8 ปี 191 ต้น มูลค่าประมาณ 1,910,000 บาท
5.    ต้นพยุงไม้หวงห้ามมีอายุ 8 ปี 15 ต้น มูลค่าประมาณ 150,000 บาท
6.    ต้นผลไม้ในสวนที่ออกลูกตลอดปี หรือต้นไม้อื่นที่มีมูลค่า: มะม่วง 27 ต้น (อกร่อง, น้ำดอกไม้สีทอง, แรด, เขียวเสวย) / มะพร้าวน้ำหอม 9 ต้น / มะละกอหวาน 15 ต้น / ฝรั่ง 4 ต้น / ทุเรียน 1 ต้น / ขนุน 2 ต้น / ส้มโอ 4 ต้น / เงาะ 2 ต้น / มะยงชิด 1 ต้น / มังคุด 1 ต้น/ มะนาว 3 ต้น / มะกรูด 2 ต้น / มะขามป้อมอินเดีย 1 ต้น / ตะลิงปลิง 1 ต้น / มะม่วงหาวมะนาวโห่ 1 ต้น / มะเฟือง 1 ต้น / ลีลาวดี 9 ต้น / ต้นจั๋ง 20 ต้น   มูลค่ารวมประมาณ 150,000 บาท
7.    เจ้าของลงทุนเดินเสาไฟฟ้าพร้อมหม้อแปลงส่วนตัว 30 KVA และมิเตอร์ 30/100 amp จากทางหลักเข้าบ้านปี 2019 เพื่อให้ระบบไฟเสถียร ไฟไม่ตก
8.    ที่จอดรถ 3 คัน ประตูเหล็กอัตโนมัติ
9.    สระว่ายน้ำไฟเบอร์กลาสสำหรับผู้สูงวัยขนาด 2.7มx7ม
10.  มีห้องกรองน้ำและปั้มน้ำ ระบบน้ำกรอง รีเวิร์สออสโมซิส
11.  ห้องเก็บของในบ้าน

สนใจติดต่อ: คุณปุย ที่ 063-597-9947 หรือ อีเมล: ppejrprim@gmail.com
มีรูปภาพเพิ่มเติม

Waterfall District – Kanchanaburi Thailand

Land with Garden House for sale – Ideal to Develop a Resort near riverside.
The house, with title deed, located on the Khwae Yai River, area 21-1-10
rai, Wang Dong Subdistrict, Mueang District, Kanchanaburi Province. It
has an area in front of the river 155 meters, 400 meters deep.
Beautiful land with mountain and river views, high bank, suitable for resort
building. and boutique hotels or as a vacation home by the water. Ready
to make an orchard.
Land near the community (2 km), restaurants, coffee shops (3-5 km),
police station (5 km), military hospital (8 km), market fair (8 km).

1.     Land germinated outside the title deed beyond the boundary of the pin to the front of the river, approximately 4 rai, usable
2.     2 storey house, ground floor completed in 2019 / upstairs completed in 2010 and renovated in 2019, total 5 bedrooms, 6 bathrooms and a maid’s bedroom. 6 air conditioners, total usable area 421 sq.m., ready to move in.
3.     Worker’s house or meditation house, 2 bedrooms with 1 bathroom, usable area 36 sq.m.
4.     191 8-year-old teak trees, valued at approximately Baht 1,910,000.
5.     Siamese Rosewood, restricted wooden, 8 years old, 15 trees, worth about Baht 150,000
6.     Fruit trees in the garden that bear fruit all year round or other valuable trees: 27 mangos (Ok-Rong, Num Dok Mai See Thong, Rad, Keaw Sawoey) / 9 sweet young coconuts / 15 sweet papaya trees / 4 guava trees / 1 durian tree / 2 jackfruit trees / 4 pomelo trees / rambutan 2 trees / 1 Marian Plum tree / 1 mangosteen tree / 3 lemon trees / 2 Kaffir lime trees / 1 Indian gooseberry tree / 1 Ta-ling Pling (bilimbi) tree / 1 Carandas-plum tree / 1 star fruit tree / 9 Frangipani trees / 20 Lady palm trees Total value about Baht150,000.
7.     The owner invested in the electric pole with a personal transformer 30 KVA and a meter 30/100 amp from the main entrance to the house in 2019 to make the power system stable and prevent power outage.
8.     Parking for 3 cars, automatic steel doors.
9.     Fiberglass swimming pool for elderly, size 2.7 m x 7 m.
10.   There is a water filter room and water pump, reverse osmosis filtered water system.
11.   Storage room

Contact: Khun Pui at 063-597-9947 or email: ppejrprim@gmail.com
More photos available

การประชุมสุดยอดผู้นำหญิงระดับโลก เจาะลึกมุมมองเศรษฐกิจโลกหลังยุคโควิด (Women’s Business Summit Looks at Post-COVID Economy)

การประชุมสุดยอดผู้นำหญิงจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคสังคมครั้งที่ 32 มุ่งเน้นการส่งเสริมบทบาทและความก้าวหน้าของสตรีด้านเศรษฐกิจในยุคหลังโควิด

ผู้นำสตรีกว่า 600 คนจาก 52 ประเทศทั่วโลกร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำสตรี Global Summit of Women โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย เป็นประธานในพิธีเปิดซึ่งจัดขึ้นที่บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์

และมีผู้นำจากหลายประเทศเข้าร่วม อาทิ นางวีโยซา ออสมานี ประธานาธิบดีสาธารณรัฐคอซอวอ นางโว ทิ อันห์ รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ตลอดจนรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่รัฐบาล ผู้นำภาคธุรกิจที่เป็นสตรีจาก 4 ทวีป นับเป็นการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีระดับนานาชาติครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทยหลังจากมีการจัดประชุมมาแล้ว 32 ปี

การประชุมดังกล่าวมีนางไอรีน นาทิวิแดด เป็นประธานการประชุม โดยการลั่นระฆังเปิดประชุมที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 22 มิถุนายน โดยมี
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานคณะกรรมการจัดงานฝ่ายไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน

“การที่ผู้หญิงมาเป็นผู้ลั่นระฆังเพื่อเปิดงานที่ตลาดหลักทรัพย์นับได้ว่าเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากในโลกนี้ การที่เรามาจัดกิจกรรมที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันนี้ จึงเป็นสัญญาณที่สื่อถึงความสำคัญของผู้หญิงที่เป็นผู้นำบริษัทในประเทศไทยซึ่งเศรษฐกิจกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว” นางไอรีนกล่าว

“เรายินดีที่ได้จัดการประชุมระดับโลกในประเทศไทย ที่มีผู้นำองค์กรชั้นนำมากถึง 40% เป็นสตรีตามรายงานของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก” นางไอรีนกล่าวเสริม

เนื่องจากการประชุมดังกล่าวซึ่งจัดเป็นประจำต่อเนื่องมาแล้ว 32 ปี จะเน้นการสนับสนุนความก้าวหน้าของผู้หญิงทั่วโลกในด้านเศรษฐกิจ คณะผู้จัดงานจึงเรียนเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และ ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบาย เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก มาบรรยายพิเศษเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคและโอกาสด้านการลงทุน ในหัวข้อ “การทำธุรกิจในประเทศไทย” และยังมีการประชุม Vietnam-Thailand BtoB Forum ที่หอการค้าและอุตสาหกรรมเวียดนามและหอการค้าไทยร่วมกันจัดขึ้นควบคู่ไปกับการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีครั้งนี้ในช่วงเช้า

ในวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน 2565 จะมีการเสวนาระดับรัฐมนตรี (Ministerial Roundtable) โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะเข้าร่วมการอภิปรายเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลและภาคเอกชนร่วมมือกันจัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สตรี

ผู้ที่เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ เป็นผู้นำสตรีในองค์กรเอกชนจาก 4 ทวีป และเนื่องจากจัดการประชุมในขณะที่ยังคงมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 หัวข้อในการประชุมจะเน้นการสนับสนุนการพัฒนาในเชิงเศรษฐกิจของสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เช่น การยกเลิกการจ้างงาน การปิดกิจการที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าของ เป็นต้น โดยจะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลความเห็นในประเด็นว่านโยบายภาครัฐหรือวิธีการดำเนินธุรกิจแบบใดจะประสบความสำเร็จในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงหลังจากเกิดโรคระบาด

นางกอบกาญจน์ กล่าวว่า “ประเทศไทยยินดีที่ได้ต้อนรับกลุ่มผู้นำสตรีจากทั่วทุกมุมโลกที่มาร่วมการประชุมครั้งนี้ และผู้หญิงไทยพร้อมจะเดินหน้าไปกับผู้หญิงจากประเทศต่างๆ ในการเป็นผู้นำของโลกยุคหลังโควิด”

ในระหว่างการประชุมครั้งนี้ จะมีการมอบรางวัลผู้นำหญิงยอดเยี่ยมระดับโลก (Global Women’s Leadership Awards) ในวันที่ 24 มิถุนายน 2565 ให้แก่ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เจ้าของฉายา “หมอยายิปซี” ที่มีบทบาทโดดเด่นด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและการต่อต้านเชื้อไวรัสทุกชนิด โดยเป็นผู้พัฒนายาต้านไวรัส HIV ราคาถูกที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ติดเชื้อในหลายประเทศโดยเฉพาะในทวีปแอฟริกา

การประชุมสุดยอดผู้นำหญิงระดับโลก (Global Summit of Women (GSW)) ปิดฉากการประชุมในกรุงเทพฯ ได้อย่างสวยงาม สร้างประวัติศาสตร์เป็นงานประชุมนานาชาติขนาดใหญ่งานแรกที่จัดแบบ onsite หลังจากเปิดประเทศเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน และยังเป็นการจัดประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลกครั้งแรกในไทย งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากทีเส็บ

การประชุมดังกล่าวสิ้นสุดลงในวันที่ 25 มิถุนายน 2565 โดยมี 2 ประเด็นสำคัญที่บรรลุผลสำเร็จเป็นครั้งแรก ณ การประชุมที่กรุงเทพฯครั้งนี้ ได้แก่ เป็นการจัดการประชุมครั้งแรกในรอบ 32 ปีที่จัดกิจกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอน (carbon neutral) ซึ่งเป็นผลงานของคณะเจ้าภาพการจัดงานฝ่ายไทย และอีกประเด็นหนึ่ง คือ การกำหนดหลักการกำกับกิจการที่ดี (Corporate Governance Code) ในเรื่องความหลากหลายทางเพศในองค์ประกอบของคณะกรรมการบริษัทให้มีความชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ควรเป็นปัจจัยที่จำเป็นของหลักการธรรมาภิบาลขององค์กร โดยมีสองผู้นำสตรีเป็นผู้ผลักดันให้เกิดขึ้น ได้แก่ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และนางไอรีน นาทิวิแดด ประธานการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำสตรี

“การเปลี่ยนแปลงที่เอื้อประโยชน์ต่อสตรีจะเป็นจริงได้เร็วขึ้นเมื่อเราได้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นและกลยุทธ์ซึ่งกันและกันโดยไม่มีขอบเขตพรมแดนประเทศมากั้น และการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญทีจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว” นางไอรีนกล่าว

ทั้งนี้ การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีระดับโลก (Global Summit of Women – GSW) ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2533 ที่นิวยอร์คโดยความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ เอกชน และองค์กรไม่หวังผลกำไร ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในการสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่สตรีทั่วโลก องค์กรเหล่านี้ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมริเริ่มโดยผู้นำสตรีในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ที่ประสบความสำเร็จและกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์ การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีระดับโลกเป็นการประชุมในเชิงธุรกิจที่เน้นบทบาทความก้าวหน้าของสตรีในเศรษฐกิจโลก

Women’s Business Summit Looks at Post-COVID Economy

32-year-old Summit convenes leaders in business, government and civil society to reboot women’s economic progress post-pandemic

Over 600 women leaders from 52 countries were welcomed by Prime Minister Prayut Chan-o-cha at the Global Summit of Women’s Opening Ceremony held at the Bangkok Convention Center on Thursday, June 23rd.  Delegates to the three-day Summit include Kosovo’s President Vjosa Osmani, the Vice President of Vietnam Vo Thi Anh Xuan, women Ministers, government officials, and business leaders from four continents. This year marks the first time Thailand has hosted this prestigious international event in the Summit’s 32-year history.

Led by its President Irene Natividad, the Summit opened on June 22nd with the ringing of the opening bell at the Stock Exchange of Thailand by members of the Thailand Host Committee led by Kobkarn Wattanavrangul, former Minister of Tourism & Sports, and the Summit’s International Planning Committee. 

“Women opening stock exchanges are rare globally, so having one here in Thailand signals the emerging group of women leading companies in this country’s dynamic economy,” states Natividad.

“We are also pleased to hold this global gathering in a country cited by Bloomberg as having 40% women’s leadership of Thailand’s major enterprises,” adds Natividad, since the Summit’s 32-year focus is on facilitating women’s economic progress worldwide. To share a macro-view of Thailand’s economy and investment opportunities, former Prime Minister Abhisit Vejjajiva and Dr. Kanit Sangsubhan presented in the opening session on “Doing Business with Thailand.”  Acting on this idea, a Vietnam-Thailand BtoB Forum was a side event to the Summit that took place in the morning organized by Vietnam Chamber of Commerce & Industry with the Thailand Chamber of Commerce.

Also on Thursday, a Ministerial Roundtable brought Thailand’s Minister for Social Development Chuti Krairiksh and Deputy Minister of Education Kalaya Sophonphanich to meet with their counterparts in an exchange of different programs where government and business have collaborated to improve women’s economic opportunities.

The majority of participants, however, are hundreds of women corporate and entrepreneurial leaders from four continents. Taking place during a pandemic, the Summit’s focus is on how to revive women’s economic progress, which was set back during COVID whether through job losses or the collapse of many women-owned enterprises. Exchanges on what works in this new economic landscape, whether in terms of government policies or business practices, forms the core of the Summit sessions.

“It is a great honor for Thailand to welcome such an impressive group of women leaders from all over the world,” states Wattanavrangul. “Thai women are ready to join with their peers globally to lead in the post-COVID era.”

A major leader who has worked to improve people’s lives in stemming the spread of viruses of all kinds will be recognized on Friday, June 24th with the Global Women’s Leadership Awards that will be granted to Dr. Krisana Kraisintu, the “Pharmacist for the Poor,” who developed a generic antiretroviral drug that treated HIV at low cost, helping victims in many countries, especially in the African region.

Global Summit of Women successfully drew to a conclusion in Bangkok. A true history for Thai MICE industry as the 3-day event is the first large-scale international convention held face-to-face in Thailand after the country was fully reopened on June 1. For GSW itself, this is the summit’s first edition in Thailand.

The Summit ends on June 25th with two significant outcomes of the Bangkok Summit — its first carbon-neutral gathering ever in the Summit’s 32-year history, implemented through the assistance of the Thai Host Committee.  The other is the addition to Thailand’s Corporate Governance Code of clearer language on gender diversity in corporate boards as a necessary component of good corporate governance, implemented through a collaboration between Thailand’s Securities and Exchange Commission President Ruenvadee Suwanmongkol and Summit President Irene Natividad.

“Change benefitting women happens more quickly when we exchange ideas and winning strategies across borders, and the Summit is the platform for that transmission, states Natividad.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
ร่วมงานและรายงาน
(attend and report)

ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ‘สุดยอดผู้นำสตรีโลกปี 2565’ Global Summit of Women 2022 วันที่ 23-25 มิถุนายนนี้

ประธานการจัดงาน Global Summit of Women 2022 หรือ การประชุมสุดยอด ผู้นำสตรีโลก 2565 และคณะกรรมการการจัดงานฝ่ายไทย แถลงข่าวความพร้อมเตรียมจัดงาน ณ ไอคอนสยาม โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมครั้งที่ 32 นับเป็นโอกาสอันดีในการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของไทยในการจัดประชุมระดับนานาชาติ และการเป็น “World Destination” หลังจากสถานการณ์การระบาดของโคโรนาไวรัส

การประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2022” (Global Summit of Women 2020) จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรม Centara Grand และ Bangkok Convention Centre กรุงเทพฯ ภายใต้ธีม: “Women: Creating Opportunities in the New Reality” โดยจะมีตัวแทนผู้นำสตรีจากภาครัฐและเอกชนจากทั่วโลกเข้าร่วมประชุม เป็นโอกาสอันดีในการแสดงให้นานาประเทศได้เห็นถึงความพร้อมและศักยภาพของไทยในการเป็น “World Destination” ทั้งในด้านการจัดประชุมระดับนานาชาติ และการท่องเที่ยว ทั้งนี้เดิมประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปี 2563 แต่เนื่องจากการระบาดของโคโรนาไวรัส จึงเลื่อนมาเป็นเจ้าภาพในปี 2565

นางสาวไอรีน นาทิวิแดท (Irene Natividad) ประธานจัดการประชุมสุดยอดสตรีโลก 2022 กล่าวว่า ประเทศไทยนอกจากจะเป็นประเทศที่มีความงดงามและมีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแล้ว ยังเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญและส่งเสริมบทบาทของสตรีในภาคธุรกิจและเศรษฐกิจ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

“ในฐานะประธานการจัดงานคณะทำงาน ดิฉันยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มาจัดงานในประเทศไทย โดยคาดว่าจะผู้นำสตรีทั้งภาครัฐ ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงของบริษัทข้ามชาติทั้งหญิงและชายจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมประชุม สำหรับหัวข้อของการประชุมผู้นำสตรีในครั้งนี้ จะเน้นในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากการเผชิญกับวิกฤตโรคระบาด ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญที่สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ถูกนำมาปรับใช้ สร้างความเปลี่ยนแปลงและความเติบโตให้กับธุรกิจผ่านอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งผู้หญิงนั้นมีส่วนร่วมอย่างมาก และในขณะนี้บรรดาผู้นำทั้งผู้หญิงและผู้ชายจากทั่วโลก ตอบรับการเข้าร่วมประชุม ทั้งจากแอฟริกาใต้ เวียดนาม ฝรั่งเศส สเปน เม็กซิโก เยอรมนี และคาซัคสถาน เป็นต้น ซึ่งบรรดาผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ต่างตื่นเต้นที่จะเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติครั้งแรกในรอบสองปี หลังจากทุกประเทศต่างเผชิญกับผลกระทบจากโควิด-19

ประธานจัดการประชุมสุดยอดสตรีโลกย้ำว่าการประชุมผู้นำสตรีนี้จะเป็นเวทีที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ และร่วมกันสร้างโอกาสใหม่หลังการเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด พร้อมกันนี้ยังจะช่วยส่งเสริมเครือข่ายของความร่วมมือระหว่างประเทศ และเปลี่ยนประสบการณ์ ร่วมถึงการสร้างแรงบันดาลให้กับสตรีในการดำเนินธุรกิจในยุคหลังโควิด ไม่ว่าจะเป็นในฐานะพนักงาน เจ้าของธุรกิจ ผู้บริโภค หรือเป็นนักลงทุน โดยย้ำว่าผู้หญิงจะเป็นพลังที่สำคัญในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ ซึ่งตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น ผู้หญิงมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการส่งเสริมเศรษฐกิจโลกให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และประธานกรรมการจัดงานของไทย กล่าวว่า คณะกรรมการยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุม ที่เป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำสตรีในระดับนานาชาติ พร้อมตอกย้ำถึงความพร้อมในการจัดการประชุม ที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมประชุม นอกจากจะส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยแล้ว ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย

“การประชุมผู้นำสตรี 2022 ในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในด้านเศรษฐกิจของไทย ที่ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องและส่งเสริมการลงทุนใหม่  ดิฉันเชื่อมั่นว่าการประชุมนี้จะก่อเกิดพลังสตรี ส่งเสริมความร่วมมือของคนทุกภาคส่วน สร้างคนรุ่นใหม่ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจและเพื่อโลกที่ดีขึ้น โดยเนื้อหาตลอดการประชุมทั้ง 3 วัน จะทำให้เห็นภาพของโอกาสทางธุรกิจแห่งอนาคต และสร้างเครือข่ายการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกัน”

นางกอบกาญจน์ ยังให้ความมั่นใจถึงมาตรการการดูแลและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างเข้มงวดในการประชุมครั้งนี้ พร้อมกล่าวเสริมด้วยว่าการประชุมยังมีความพิเศษ โดยเป็นการจัดแบบรักษ์โลก “Carbon Neutral” จะมีการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการประชุม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า การเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุม การจัดเลี้ยงอาหาร การบริหารขยะและของเสียภายในงาน นอกจากนี้ยังสนับสนุนกิจกรรมที่ทำให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจก ผ่านการทำกิจกรรมชดเชยคาร์บอนเพิ่มเติม ด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศไทย นอกจากนี้ในการประชุมจะมีการนำเสนอสินค้าชุมชนท้องถิ่นจากทั่วประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นพัฒนาเป็นนักธุรกิจระดับนานาชาติ

นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านการสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวถึงความพร้อมของประเทศ ในการเปิดประเทศรับคณะผู้นำสตรีการประชุมระดับนานาชาติ และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ

การประชุมระดับโลกในประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก หลังจากที่ต้องอยู่ในภาวะชะลอตัวของการท่องเที่ยวจากช่วงเวลาการระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจให้กับผู้นำสตรีที่เข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก 2565 ซึ่งในปีนี้ ททท.กำหนดให้เป็นปี Visit Thailand Year 2022 : Amazing New Chapters  ซึ่งในปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เนื่องจากมีความสามารถในการหารายได้มากขึ้น อีกทั้ง ยังเป็นกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงในแง่มุมของการท่องเที่ยว เพราะมีความมั่นใจและกล้าตัดสินใจในการเดินทาง

นายศิริปกรณ์ เชื่อมั่นว่าการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลกในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จด้วยดี เนื่องจากความร่วมมือของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ของไทย ที่ร่วมพลังในการจัดงานและนำเสนอศักยภาพของไทย ทั้งในด้านการท่องเที่ยว และความพร้อมในการรองรับลงทุน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็น Preferred Destination และ เป็น World Destination ได้เป็นอย่างดี

นางนิชาภา ยศวีร์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ กล่าวขอบคุณคณะกรรมการจัดงานประชุมที่เล็งเห็นศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นเวทีถ่ายทอดประเด็นสำคัญทางสังคมในระดับนานาชาติ แสดงถึงศักยภาพและความพร้อมในการจัดประชุมในระดับนานาชาติ

“งานประชุมผู้นำ สตรีโลก นับเป็นงานประชุมนานาชาติ หรือ Convention ระดับโลก ที่สนับสนุนบทบาทและสิทธิสตรีจากผู้นำสตรีบนเวทีระดับโลก ถ่ายทอดเป็นแรงบันดาลใจสู่ประชาคมโลกให้เล็งเห็นความสำคัญของ Gender Equality, Diversity and Inclusiveness ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ของไทย พร้อมกันนี้ในการประชุมที่จะมีสุดยอดผู้นำสตรจาก 60 ประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุม จะตอกย้ำศักยภาพในการจัดประชุมระดับ World Class ของไทย และคาดว่างานในครั้งนี้จะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศราว 80 ล้านบาท”

นางนิชาภา กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดอย่างต่อเนื่อง แต่อุตสาหกรรมไมซ์ หรือการจัดการประชุมของไทยก็ยังสามารถสร้างการกระจายรายได้ในประเทศได้กว่า 3 หมื่น 3 พันล้านบาท พร้อมยังสร้างงานสร้างอาชีพในตลาดแรงงานได้กว่า 46,000 ตำแหน่ง โดยในปีนี้ยังมีงานประชุมระดับนานาชาติอีกหลายงานที่จะจัดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงงานประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค APEC Thailand 2022

สำหรับการประชุมสุดยอดผู้นำสตรีโลก หรือ Global Summit of Women เป็นเวทีระดับโลกที่มีความสำคัญ เชื่อมนักธุรกิจ นักวิชาชีพ ผู้บริหารทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมจากทั่วโลก สร้างเครือข่ายความร่วมมือและแบ่งปันประสบการณ์เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกอย่างยั่งยืน โดยปีนี้ที่ประชุมให้ความสำคัญกับบทบาทของสตรีในการร่วมฟื้นเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อความความเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิต รูปแบบการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ อย่างไรก็ตามในประชุมยังคงส่งเสริมความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายในบทบาทของการดำเนินธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการประชุมตลอด 30 ปีที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมการประชุมระดับโลกที่สำคัญในครั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่เว็บไซต์ https://globewomen.org/globalsummit/

Thailand to host 2022 Global Summit of Women in June,
first MICE event of scale as Thailand reopens

Thailand will welcome over 1,000 participants from more than 60 countries at the high-profile 2022 Global Summit of Women, scheduled from 23–25 June 2022 in Bangkok. The event is becoming the first large-scale international convention held face-to-face in 2 years. It will shine the spotlight on Thailand’s MICE industry as the country reopens and prepares for a rapid rebound in international business events.

The announcement was made jointly by Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB), led by Mrs. Nichapa Yoswee, Senior Vice President, together with the President of the Global Summit of Women, Ms. Irene Natividad, the Thailand Host Committee Chair, Ms. Kobkarn Wattanavrangkul, and Mr. Siripakorn Chiosamut, Deputy Governor for Marketing Communications and Marketing Director at the Tourism Authority of Thailand (TAT).

Originally scheduled for 2020, the event is the first large-scale in-person global convention that Thailand will host after a two-year gap. The event is also seen as a timely opportunity for Thailand to present itself as a “World Destination” for international events as the country has gradually introduced relaxation measures for incoming travel and events during the past three months. On 1 April 2022 onwards, requirement of negative pre-arrival RT-PCR test taken within 72 hours of travel was abolished. From 1 May, Test and Go arrangement which required test upon arrival has been no more in effect and from 1 June, simplified version of Thailand Pass was introduced for overseas travellers for enhanced facilitation. The removal of these requirements has given MICE organisers freedom to plan larger in-person gatherings as long as the relevant COVID-19 safety measures are in place

Mrs. Nichapa Yoswee, Senior Vice President of TCEB, said: “Thailand is back and we are again ready to woo the world with our commitment, capability, and creativity. And the Global Summit of Women is the perfect platform to do that. With its values of gender equality, diversity and inclusiveness, the Summit not only mirrors our national aspirations as set out under Thailand’s 12th National Economic and Social Development Plan but also reflects the resilience and economic contribution of our MICE industry. We are expecting 1,000 participants and women leaders from 60 countries and an income of 80 million baht from this much-anticipated world-class convention.”

Mrs. Nichapa added that Thailand’s MICE industry is putting behind the setbacks caused by COVID-19 and is gearing up for a strong rebound. According to TCEB, although Thailand has been continually impacted by the COVID-19 situation, the MICE industry in Thailand could generate income of over 33.2 billion baht, creating over 46,000 jobs last year. Apart from 23 TCEB-supported international events announced for 2022, the annual APEC Economic Leaders’ Meeting scheduled for 18-19 November 2022 in Bangkok will be a highlight attracting world’s attention to Thailand.

Ms. Natividad said: “As Summit President, I am looking forward to bringing this renowned Summit to Thailand, a country where women rank high in economic participation in business and government. The 2022 theme – ‘Women: Creating Opportunities in the New Reality’ – will focus on driving post-pandemic economy. Male and female senior executives of multinational corporations are expected from countries as diverse as South Africa, Vietnam, France, Spain, Mexico, Germany, and Kazakhstan. There is genuine excitement in being able to meet in person for the first time in over two years since the COVID-19 pandemic.”

Ms. Kobkarn said: “The Global Summit of Women is the biggest stage for international women leaders in the world. The 2022 Summit will confirm our capabilities to host conferences and generate confidence in the Thai economy, focusing on continued economic development and promoting new investment. I am sure the Summit will empower women and encourage cooperation between every sector to build a new generation for economic recovery.”

Mr. Siripakorn said: “This world-level convention is an important step to build confidence internationally that Thailand is ready to welcome tourists after the long slowdown during the recent COVID-19 pandemic. It is also an opportunity to provide an impressive tourist experience to the women leaders who are delegates at the 2022 Global Summit of Women. Women currently have a key role in driving the economy because of their capabilities for increased income. They are also one of the major market segments with high tourism potential because of their confidence and courage in deciding to travel.”

Other than being an indicator of the upswing in market sentiment, the 2022 Global Summit of Women in Thailand will also be noted for its “Carbon Neutral” format. All meetings and activities at the Summit will be monitored for their carbon footprint, and emissions from energy use, participant’s travel, catering, and waste management will be offset with purchase of carbon credits from the Project to Reduce Greenhouse Gas Emissions in Thailand. The Summit will also showcase community products from throughout Thailand to promote local enterprises.

More information about 2022 Global Summit of Women: https://globewomen.org/globalsummit/

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ สนุกสุดฟินอิน ครบรสกับ “วิ่งมาราธอน ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต”

ผ่านพ้นไปแล้วกับความสนุกสุดฟินของเส้นทางการแข่งขันสวยงามและความท้าทายกับ “วิ่งมาราธอน ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต” (Supersports Laguna Phuket Marathon) เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ลากูน่า ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต เรียกได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ครบรสสำหรับทุกๆคน ซึ่งในปีนี้มีนักวิ่งทั้งรุ่นเล็กและรุ่นใหญ่กว่า 7,000 คนจากกว่า 63 ประเทศทั่วโลก

วิ่งมาราธอน ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต ถือเป็นงานกีฬาระดับนานาชาติงานแรกที่จัดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตหลังสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นกิจกรรมเอาใจ สายรักสุขภาพสำหรับทุกเพศทุกวัยแล้ว ยังเอาใจสายท่องเที่ยวอีกด้วย เพราะในแต่ละเส้นทางของการแข่งขันมีทิวทัศน์ที่สวยงามและน่าสนใจ อาทิ หมู่บ้านท้องถิ่น สวนยางพารา ไร่สับปะรด ชายหาดอันสวยงามของอุทยานแห่งชาติสิรินาถอีกด้วย

โดยสถานที่จัดการแข่งขัน ลากูน่า ภูเก็ต ถือเป็นรีสอร์ทครบวงจรชั้นนำของเอเชีย มีโรงแรมชั้นนำทั้ง 7 แห่งอย่าง โรงแรมอังสนา ลากูน่า ภูเก็ต โรงแรมอังสนา วิลล่า รีสอร์ท ภูเก็ต โรงแรมบันยันทรี ภูเก็ต โรงแรมแคสเซีย ภูเก็ต โรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต โรงแรมลากูน่า ฮอลิเดย์ คลับ ภูเก็ต รีสอร์ท และโรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต บนพื้นที่กว่า 2 พันไร่ในบรรยากาศสวนพฤกษชาติเขตร้อน ติดหาดทรายขาวยาวกว่า 3 กิโลเมตร ทำให้ผู้ร่วมงานได้ผ่อนคลายแบบครบวงจร

อีกทั้งยังได้เที่ยวพักผ่อนในเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งมีสถานที่สำคัญที่มาแล้วต้องไปเยือนสักครั้งในชีวิตอย่าง จุดชมวิวสุดฮิต แหลมพรหมเทพ และกราบนมัสการหลวงพ่อแช่มที่ วัดฉลอง หรือ วัดไชยธาราม วัดคู่บ้านคู่เมืองที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต และการลองลิ้มชิมรสชาติอาหารอร่อย จนได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้ภูเก็ตเป็นเมืองแห่งความสร้างสรรค์ เป็นต้นแบบเมืองแห่งอาหาร ด้วยอาหารพื้นเมืองภูเก็ตอย่าง หมี่ภูเก็ต, ฮูแช้, โอต๊าว, น้ำพริกภูเก็ต, หมูฮ้อง เพลิดเพลินกับการเดินชมสถาปัตยกรรมชิโน โปรตุกีส ที่มีตำนานสืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่น บนถนนถลางในซอยรมณีย์ ย่านเก่าเมืองภูเก็ต 

ด้วยความคำนึงถึงความยั่งยืนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการจัดงาน  “วิ่งมาราธอน ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต” ทางผู้จัดงานฯ ได้มองหาวิธีการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการจัดงาน หรือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยในปีนี้ได้มีการลดจำนวนการใช้พลาสติกจนถึงงดการใช้พลาสติกในบางส่วนที่สามารถทำได้ อาทิ การงดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งบนสนามวิ่งและในของที่ระลึกที่แจกนักวิ่ง ขณะเดียวกันยังได้เพิ่มสถานีคัดแยกขยะ เพื่อให้มั่นใจว่าขยะดังกล่าวสามารถนำกลับมารีไซเคิลได้อีกด้วย

ใครที่เป็นสายวิ่ง สายเที่ยว ไม่ควรพลาด พบกับ “วิ่งมาราธอน ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต” อีกครั้งในปีหน้าซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 – 11 มิถุนายน 2566 สามารถดูข้อมูลหรือติดตามกิจกรรมอื่นๆเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.phuketmarathon.com เฟสบุ๊ก www.facebook.com/phuketmarathon อินสตาแกรม @phuketmarathon ยูทูบ https://www.youtube.com/user/LagunaPhuketMarathon

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน
(report)

มิชลิน ไกด์ รุกก้าวสู่ปีที่ 6 ด้วยการขยายขอบเขตการคัดสรรร้านอาหาร ครอบคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ “ภาคอีสาน” ของไทย

นครราชสีมา, อุบลราชธานี, อุดรธานี และ ขอนแก่น ได้รับคัดเลือกเป็น 4 เมืองตัวแทนภาคอีสาน ที่คู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ปี 2566 จะเข้าดำเนินการสำรวจ คัดเลือก และจัดอันดับร้านอาหาร

กรุงเทพฯ 26 เมษายน 2565 – ‘มิชลิน ไกด์’ และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมแถลงข่าวการขยายขอบเขตคัดสรรร้านอาหารเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ “ภาคอีสาน” ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดของไทยครอบคลุม 20 จังหวัด โดยคู่มือมิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ประจำปี 2566 ซึ่งเป็นฉบับที่ 6 ของไทยและมีกำหนดเผยแพร่ปลายปี 2565 นี้ ได้เลือก นครราชสีมา, อุบลราชธานี, อุดรธานี และ ขอนแก่น เป็น 4 เมืองตัวแทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะสะท้อนอัตลักษณ์อาหารอีสานที่โดดเด่นและมีรสชาติจัดจ้าน ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่หลากหลาย

อาหารอีสานมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรเขมรโบราณ รวมทั้งจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีน  ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือประกอบด้วยทุ่งหญ้าและผืนป่าบนที่ราบสูงและเทือกเขาซึ่งเหมาะกับการทำปศุสัตว์ นอกจากนี้ภาคอีสานยังเป็นแหล่งปลูกข้าวคุณภาพสูง ทั้งข้าวหอมมะลิที่โด่งดังไปทั่วโลกและข้าวเหนียว  อาหารอีสานส่วนใหญ่จะไม่ใช้อาหารทะเลเป็นวัตถุดิบเนื่องจากพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ไม่ติดกับทะเลหรือมหาสมุทร แต่เนื่องจากภูมิภาคนี้มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน โดยเฉพาะแม่น้ำแม่โขง จึงมีปลาน้ำจืดจำนวนมากให้เลือกใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า ผู้ตรวจสอบของมิชลินประทับใจในอาหารอีสานที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นและรสชาติจัดจ้าน ซึ่งแม้จะใช้วิธีการประกอบอาหารที่เรียบง่าย ไม่ว่าจะเป็นการต้ม, ย่าง, นึ่ง หรือตุ๋นด้วยไฟอ่อน (Slow Cooking) แต่กลับให้รสชาติที่ลึกซึ้งและซับซ้อน  ทั้งยังมีเทคนิคการถนอมอาหารที่ถือเป็นจุดเด่นของอาหารอีสานและแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาพื้นบ้านในการหมักดองปลาและผักตามฤดูกาลให้สามารถเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารได้นานขึ้น โดยมีเครื่องปรุงรสพื้นฐานในครัวอีสานอย่าง “ปลาร้า” ที่ทำจากการนำปลาในท้องถิ่นมาหมักกับเกลือและข้าว เป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่ใช้ใส่ในอาหารและน้ำจิ้มต่างๆ แทบทุกจาน ทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติมาตั้งแต่ปี 2555

“นอกจากอาหารที่โดดเด่นและมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจแล้ว ปัจจุบันยังมีเชฟชาวอีสานจำนวนมากที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านอาหารจากร้านอาหารชื่อดังในต่างประเทศ กลับมาเปิดร้านอาหารของตนเองที่บ้านเกิด เชฟเหล่านี้ไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับอาหารอีสานโดยเลือกใช้วัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงอย่างพิถีพิถันด้วยทักษะที่ตนเองสั่งสมมานาน แต่ยังช่วยกำหนดมาตรฐานใหม่ให้อาหารท้องถิ่นมีคุณภาพสูงมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยจะกลายเป็น
อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวที่ต้องการลิ้มรสอาหารพื้นบ้าน ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชนและธุรกิจร้านอาหารภายในท้องถิ่น”
มร.ปูลเล็นเนค กล่าว

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุน ททท. ส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยบนเวทีโลกในฐานะแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมอาหาร โดยจำนวนร้านอาหารในคู่มือฯ ที่เพิ่มขึ้นทุกปี …ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการรุกดำเนินการสำรวจพื้นที่ใหม่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยเพื่อค้นหาร้านอาหารที่ดีที่สุด และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่บรรดาร้านอาหารต่างพยายามพัฒนาคุณภาพและบริการเพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของ ‘มิชลิน ไกด์’… ยังช่วยให้เกิดการรับรู้และสร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงอาหารให้กับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในวงกว้างมากขึ้น

เมื่อเปรียบเทียบคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ฉบับปฐมฤกษ์ ปี 2561 กับคู่มือฉบับล่าสุด ปี 2565 พบว่าจำนวนร้านอาหารทั้งหมดในเล่มเพิ่มขึ้นจาก 126 ร้าน เป็น 361 ร้าน ในจำนวนนี้เป็นร้านที่ได้รับดาวมิชลินเพิ่มขึ้นจาก 17 ร้าน เป็น 32 ร้าน และร้านที่ได้รับรางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จาก 35 ร้าน เป็น 133 ร้าน ขณะที่ขอบเขตพื้นที่ในการเข้าไปดำเนินการคัดสรรและจัดอันดับร้านอาหารในแต่ละปีก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากที่คู่มือฉบับปี 2561 ครอบคลุมเฉพาะเขต “กรุงเทพมหานคร” จนล่าสุดคู่มือฉบับปี 2565 ครอบคลุมถึง 5 จังหวัด ได้แก่ “กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา

“ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีศักยภาพสูง ทั้งในแง่วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ด้านอาหาร, สถานที่ท่องเที่ยวในท้องถิ่น ตลอดจนเสน่ห์ของวิถีชาวบ้าน นอกจากการเดินทางตามรอยร้านอร่อยในภาคอีสานที่คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ คัดสรรมาให้แล้ว นักเดินทางทุกวัยยังสามารถเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวหลากรูปแบบ อาทิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมาและได้รับเลือกเป็นหนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติโดยองค์การยูเนสโก, อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี, แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ภาคอีสานยังมีสินค้าประเภทอาหารและหัตถกรรมที่โด่งดังมากมายสำหรับเลือกซื้อเป็นของขวัญของฝาก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์มากถึง 34 รายการ ผมเชื่อว่าคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประจำปี 2566 ที่มีกำหนดเผยแพร่ปลายปีนี้ จะทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงบรรยากาศที่โดดเด่นของแวดวงอาหารในภาคอีสาน และมีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภูมิภาคนี้” นายยุทธศักดิ์ กล่าว

ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ได้ที่: guide.michelin.com/th/th หรือติดตามข่าวสารล่าสุดของ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา 2565’ ได้ทางเฟซบุ๊ค: facebook.com/MichelinGuideThailand

แอปพลิเคชั่น The MICHELIN Guide Worldwide พร้อมให้ดาวน์โหลดใช้ฟรีได้แล้ววันนี้ สำหรับอุปกรณ์สื่อสารในระบบปฏิบัติการ iOS และ Android

The MICHELIN Guide Expands Into The Northeast Region, “Isan”

The MICHELIN Guide Thailand 2023 will feature Nakhon Ratchasima, Ubon Ratchathani, Udon Thani, and Khon Kaen as representative cities of the Isan Region.

The MICHELIN Guide and the Tourism Authority of Thailand (TAT) have co-hosted a press conference to announce the MICHELIN Guide Thailand’s expansion of its coverage to Thailand’s Northeastern region – widely known as “Isan” – in its sixth edition, to be released at the end of 2022. With 20 provinces in this largest region of Thailand, four provincial cities – namely Nakhon Ratchasima, Ubon Ratchathani, Udon Thani, and Khon Kaen – are selected to represent the region’s distinctive and flavorful cuisine, as well as its remarkable natural and cultural heritage.

Northeastern Thai or “Isan” cuisine has an interesting background with cultural influences from ancient eras – including the Sukhothai Kingdom and Khmer empire – as well as from neighboring countries i.e. Laos, Vietnam, Cambodia, and China. The region has fields and forests on plateaus and mountains suitable for livestock farming. In addition, it is a significant area for quality rice cultivation – including the world-famous Jasmine rice and glutinous rice. Although Isan food does not contain any seafood ingredients due to its landlocked geographical location, the region has many rivers – notably, the Mekong River, where freshwater fish are in abundance.

Red lotus sea in Udon Thani (ทะเลบัวแดง จังหวัดอุดรธานี)

According to Gwendal Poullennec, International Director of the MICHELIN Guides, Michelin inspectors have been impressed with the flavorful and distinctive Isan cuisine, as it employs simple cooking methods yet delivers subtle and complex flavour profiles – such as boiling, grilling, steaming, slow-cooking, and – above all – the food preservation technique, which is considered a highlight of the cuisine, as it showcases local wisdom in keeping fish and seasonal vegetables for longer shelf life as food ingredients. Fermented fish [pla ra], made of local fish fermented in salt and rice, is the most famous and major preserved ingredient that has been used in many dishes and sauces, and has been registered as a heritage of national cultural wisdom since 2012.

Apart from unique food and interesting culinary background, there are many Isan-born chefs with food knowledge and cooking experience from working in world-famous restaurants abroad, and have now opened their own restaurants in their homeland. They play a significant role in elevating Isan food to the next level – using local ingredients combined with their superior cooking skills, setting a new standard for more high-quality local food. This is a great sign that the Northeastern region of Thailand will soon be an interesting tourist destination for local gastronomy, contributing to a good economy among local communities and markets,” said Mr.Poullennec.

Thai papaya salad or Som Tam, a renowned Northeastern Thai dish.
(ส้มตำ เมนูเด็ดขึ้นชื่อของภาคอีสาน)

Yuthasak Supasorn, Governor of the Tourism Authority of Thailand, has regarded the existence of The MICHELIN Guide Thailand during the past 5 years as a valuable contribution to TAT’s mission to promote Thailand as an international gastronomic destination. The increasing number of MICHELIN-starred, Bib Gourmand-awarded, and selected dining establishments featured in each edition of the MICHELIN Guide Thailand – partially as a result of the MICHELIN Guide’s further exploration of new territories across the country’s different regions, and partially as a result of local restaurants striving to improve quality and service to live up to prestigious MICHELIN Guide standards – help drive awareness and set new trends for gastro-tourism among local and international travelers on a broader spectrum.

Comparing the MICHELIN Guide Thailand 2018 edition to the latest 2022 edition, the number of overall selected eateries is up from 126 to 361. Out of this, the number of Michelin-starred eateries has increased from 17 to 32, and Bib Gourmand-awarded from 35 to 133. The coverage has expanded from “Bangkok” in the 2018 edition, to now include “Phra Nakhon Si Ayutthaya, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga” in the 2022 edition.

Sam Phan Bok at Ubon Ratchathani and flavourful Isan cuisine await your discovery.
(อาหารอีสานและสามพันโบกที่จังหวัดอุบลราชธานี แหล่งท่องเที่ยวที่งดงามของภาคอีสานอีกแห่ง)

Thailand’s Northeastern region has a vast potential – in terms of culinary culture and history, diverse tourist attractions, as well as charming local lifestyle. Apart from delicious and authentic Northeastern Thai or ‘Isan’ cuisine, people of all ages can enjoy visiting attractions like Khao Yai National Park – a UNESCO World Heritage Site – that situated mainly in Nakhon Ratchasima, Pha Taem National Park in Ubon Ratchathani, Ban Chiang Archaeological Site in Udon Thani, Phu Wiang Dinosaur Museum in Khon Kaen. Moreover, the Northeastern region has a lot of outstanding local food and handicraft products, with more than 34 registered Geographical Indication (GI) items, to look out for when shopping for souvenirs. With the launch of the upcoming 2023 MICHELIN Guide Thailand edition, we hope that not only will the entire world be aware of the vibrant culinary scene of the Northeastern region of Thailand, but also boost tourism and the local economy at the same time,” said Mr.Supasorn.

To learn more about The MICHELIN Guide, please visit guide.michelin.com/th/en, or follow updates regarding the 2023 MICHELIN Guide Thailand edition on Facebook: facebook.com/MichelinGuideThailand.

Now available for free download, The MICHELIN Guide Worldwide app for iOS and Android devices.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
ร่วมงานและรายงาน
(attend and report)

ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมพืชสวนโลก 2569 ที่อุดรธานี แลนด์มาร์คอีเวนต์ครั้งแรกในอนุภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Thailand to host International Horticultural Expo 2026 in Udon Thani)

8 มีนาคม 2565 : ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลก 2569 (International Horticultural Expo 2026) โดยจะจัดขึ้น ณ จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570  ทั้งนี้ มหกรรมพืชสวนโลก 2569 ที่อุดรธานี จะเป็นงานแลนด์มาร์คอีเว้นต์ครั้งแรกในอนุภูมิภาค
ลุ่มแม่น้ำโขง ตอกย้ำความพร้อมของจังหวัดในการจัดงานไมซ์ระดับโลก
ภายใต้แนวคิด Diversity of Life: People, Water and Plants วิถีชีวิต สายน้ำ และพืชพรรณ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ ความเชื่อมโยงของสายน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ และผู้คนในท้องถิ่น ผนวกแนวคิดโมเดลเศรษฐกิจสู่
การพัฒนาที่ยั่งยืน (BCG) และนโยบายการเกษตรและอาหาร “3S” สอดคล้อง
เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

ในการประชุมสามัญประจำปี 2565 ของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (The International Association of Horticultural Producers หรือ AIPH) ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ประชุม AIHP มีมติตกลงตามข้อเสนอของประเทศไทย ในการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี พ.ศ. 2569 (Udon Thani International Horticultural Expo 2026) ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 ภายใต้แนวคิด “Diversity of Life: Connecting Water, Plants, and People for sustainable living หรือ ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งน้ำ พืชพรรณ และผู้คนสู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” อันสะท้อนถึงเอกลักษณ์ความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำของจังหวัดอุดรธานี ที่สร้างความเชื่อมโยงระหว่างสายน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ และผู้คนในท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน

ทั้งนี้ ในพิธีการส่งมอบการเป็นเจ้าภาพจัดงาน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ได้กล่าวแสดงความขอบคุณในนามของรัฐบาลไทยต่อสมาชิก AIPH สำหรับความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มอบให้แก่ประเทศไทย โดยความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อการมีส่วนร่วมด้านความมั่นคงทางอาหารโลกตามนโยบายเกษตรและอาหาร “3S” ที่เน้นด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Safety) ความมั่นคงทางอาหาร (Security) และ ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและนิเวศการเกษตร (Sustainability) โดยเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals หรือ SDGs) และยึดมั่นต่อเจตจำนงด้านสภาพภูมิอากาศตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) อีกด้วย ซึ่งความมุ่งมั่นในเรื่องนี้สามารถผนวกใช้เป็นพื้นฐานของแนวคิดและการนำเสนอสาระของงาน และหวังว่าจะช่วยขับเคลื่อนประเด็นความยั่งยืนได้ชัดเจนขึ้น จนเป็นแรงผลักดันให้มีการขับเคลื่อนมาตรการแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงในระดับสากลเพื่อความยั่งยืนที่ลดทอนผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ต่อไป

ทางด้านนายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ได้กล่าวย้ำถึงความพร้อมของทางจังหวัดฯ ในการสร้างความมั่นใจต่อความสำเร็จของการจัดงานที่จะเกิดขึ้น โดยงานพืชสวนโลกที่อุดรธานี จะเป็นงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งแรกที่จัดขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำ นอกจากนี้ ด้วยสถานะความเป็นประตูสู่อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง รวมถึงศูนย์กลางด้านการคมนาคมและเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคฯ ของทางจังหวัดอุดรธานี ทำให้มั่นใจได้ว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถสะท้อนภาพแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมตลอดถึงพันธุ์ไม้นานาชนิดซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของการจัดงานอีกด้วย

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการทีเส็บ ในฐานะตัวแทนประเทศไทยในการยื่นประมูลสิทธิ์ครั้งนี้ ได้กล่าวแสดงความมั่นใจต่อความสำเร็จของการจัดงานที่ถือเป็นงานแลนด์มาร์คระดับโลก ซึ่งประเทศไทยเคยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลกมาแล้วถึง 2 ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ และยังได้เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของรัฐบาล และวาระแห่งชาติในการส่งเสริมโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) เศรษกิจทฤษฎีใหม่ที่ผสมผสานการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อพัฒนาสังคมเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยมุ่งลดและพลิกฟื้นผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวนี้ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดงานที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2569

นายทิม ไบรเออร์คลิฟฟ์ (Mr. Tim Briercliffe) เลขาธิการสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (Secretary General of AIPH) กล่าวปิดท้ายในนามของสมาคมฯ ว่า ทาง AIPH มีความมุ่งหวังจะเห็นการจัดงานที่สามารถตอบโจทย์วาระการพัฒนาโลกในด้านต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงโดยรวม

สำหรับการจัดงานอุดรธานีเอ็กซ์โปในครั้งนี้ คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 2,500 ล้านบาท และสามารถดึงดูดผู้เข้าชมงานจำนวน 3.6 ล้านคน ตลอดการจัดงานทั้ง 134 วัน

Thailand to host International Horticultural Expo 2026 in Udon Thani

March 8, 2022: Thailand is chosen to host the International Horticultural Expo 2026 in Udon Thani, a northeastern province. It will be the first landmark global event in the Greater Mekong Subregion. The mega-event will be featuring the theme “Diversity of Life: Connecting Water, Plants, and People for Sustainable Living” driven by the ‘3S’ food and farming policy and BCG economic model of the government and SDGs of the United Nations.

At the annual general meeting 2022 in Dubai, United Arab Emirates, the International Association of Horticultural Producers (AIPH) agreed to the Thai proposal in which International Horticultural Expo 2026 will be hosted in Udon Thani province during 1 November 2026 to 14 March 2027. The proposed theme is “Diversity of Life: Connecting Water, Plants, and People for Sustainable Living”, citing the site’s unique wetland area and the special connection between water, natural resources, and the people living in it.

Presenting the proposal at the handover ceremony of the event to a new host destination was H.E. Dr. Chalermchai Sree-on, Minister of Agriculture and Cooperatives, who was head of the Thai delegation. He expressed appreciation on behalf of the Thai government to the AIPH members for the trust and support given to Thailand and cited the success as a fruitful
collaboration among various government agencies and private organisations, led by Thailand Convention and Exhibition Bureau (Public Organization) or TCEB and the Ministry of Agriculture and Cooperatives,

According to Dr. Chalermchai, Thailand is committed to contributing to the global food security through the ‘3S’ farming and food policy, focusing on Food Safety, Food Security, and Sustainability. This aims to fulfill the United Nations Sustainable Development Goals while adhering to the climate aspiration of the Paris Agreement. Such commitment can serve the
theme and presentation of the Expo in Udon Thani and will help shed light on the sustainability issue, inspire and ignite collaboration on global actionable measures towards sustainability living with minimal cost to the ecosystem’.

Also attending the meeting was Mr. Sayam Sirimongkol, Udon Thani’s Governor, who reaffirmed the city’s readiness to ensure the success of the Expo. The Udon Thani Expo 2026 will be the first International Horticultural Expo ever held in a wetland area. Furthermore, the province’s status as the gateway to the Greater Mekong Subregion and a transportation and economic hub of the area will guarantee a diverse display of cultures and floras befitting the theme.

Mr. Chiruit Isarangkun Na Ayuthaya, President of Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB), who represented Thailand in the official bid for the Expo, expressed Thailand’s confidence in hosting the landmark global event, portraying the success of the past two horticultural expos hosted by Thailand in Chiang Mai province.

He also emphasised the government’s development strategy and national agenda to promote the Bio-Circular-Green Economy Model or BCG as a new development model that seeks to drive socio-economic growth while minimizing and even reversing the negative impacts on the environment. The strategy will be of great contribution to Udon Thani International Horticultural Expo 2026.

The Udon Thani Expo 2026 is expected to cost 2,500 million baht in investment and attract 3.6 million visitors over 134 days during the expo.

Mr. Tim Briercliffe, Secretary General of AIPH, remarked on behalf of the AIPH that AIPH hopes to see positive contributions of the Expo to the attainment of the global agendas as well as the development of the local community and the Greater Mekong Subregion as a whole.

Udon Thani (MICE City), a province of 1.5 million populations, is located in the northeastern region of Thailand, 580 kilometers away by road from Bangkok. The city can be reached daily by one-hour flight from Bangkok.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

เปิดตัวคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2565 ที่อัดแน่นด้วยร้านอาหารผ่านการคัดสรร รวม 361 แห่งโดยมีร้านติดอันดับ ‘1 ดาวมิชลิน’ ครั้งแรก 6 ร้าน

ในงานเปิดตัวคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา 2565’ (The MICHELIN Guide Bangkok, Phra Nakhon Si Ayutthaya, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2022) ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 5 ของประเทศไทย มิชลินได้ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่ในงานเปิดตัว คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา 2565’ (The MICHELIN Guide Bangkok, Phra Nakhon Si Ayutthaya, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2022) ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 5 ของประเทศไทย มิชลินได้ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่คว้ารางวัล ‘ดาวมิชลิน’ (MICHELIN Star), รางวัล “ดาวมิชลินรักษ์โลก” (MICHELIN Green Star), รางวัล MICHELIN Guide Young Chef Award และรางวัล MICHELIN Guide Service Award โดยคู่มือฉบับล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 361 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ จำนวน 6 ร้าน (ทุกร้านเป็นร้านที่รักษาสถานะ 2 ดาวมิชลินเอาไว้ได้), รางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ จำนวน 26 ร้าน, รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 133 ร้าน และร้านแนะนำอื่น ๆ อีก 196 ร้าน โดยมีร้านติดอันดับครั้งแรกคว้ารางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ จำนวน 6 ร้าน (ทุกร้านอยู่ในกรุงเทพฯ) และรางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 33 ร้าน ทั้งยังมีร้านติดโผร้านแนะนำในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นครั้งแรกอีกถึง 51 ร้าน

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า “การปิดประเทศและข้อจำกัดเรื่องการนั่งทานอาหารในร้านเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจร้านอาหารประสบภาวะซบเซา  อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังมีร้านอาหารใหม่ ๆ เปิดตัวขึ้นและนำเสนอประเภทอาหารที่น่าสนใจ อาทิ อาหารที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารริมทาง และอาหารไทยดั้งเดิมสูตรโบราณ  ทั้งยังให้ความสำคัญกับการนำผลผลิตและวัตถุดิบในท้องถิ่นมาใช้ในการปรุงอาหาร เนื่องจากผู้บริโภคหันมาใส่ใจในวิถีการดำเนินชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีและแหล่งที่มาของอาหารมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวไม่เพียงทำให้อาหารโดดเด่นด้วยความสดใหม่ แต่ยังช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการเกษตรและธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกทางหนึ่ง

แม้อยุธยาจะเป็นเมืองล่าสุดที่คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประจำปี 2565 ได้เข้าไปดำเนินการสำรวจ คัดเลือก และจัดอันดับร้านอาหาร แต่ถือเป็นเมืองที่มีความเก่าแก่และร่ำรวยมรดกทางวัฒนธรรมมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ในเล่ม  นอกจากนี้ ยังมีเสน่ห์จากร่องรอยอดีตและมีประวัติความเป็นมาที่ทรงอิทธิพลต่ออาหารไทยอย่างยิ่ง  เราเชื่อมั่นว่าการขยายขอบเขตเข้าสู่อยุธยาจะทำให้ผู้อ่านทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้เพลิดเพลินไปกับสีสันและบรรยากาศด้านอาหารของไทยในภาพรวมมากขึ้น” มร.ปูลเล็นเนค กล่าว

รางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ มีร้านติดอันดับครั้งแรก 6 ร้าน

ขณะที่รางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ยังคงมีรายชื่อและจำนวนเท่าเดิม

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2565 รายชื่อร้านอาหารคว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ยังคงเดิมรวมทั้งสิ้น 6 ร้าน ได้แก่ Chef’s Table (เชฟส์เทเบิล)Le Normandie (เลอ นอร์มังดี)Mezzaluna (เมซซาลูน่า)R-HaanSorn (ศรณ์) และ Sühring สำหรับรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ มีร้านอาหารที่ติดอันดับครั้งแรก 6 ร้าน โดยทุกร้านอยู่ในกรุงเทพฯ ได้แก่ อักษร ร้านอาหารไทยที่นำเสนอเมนูอาหารที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำราอาหารไทยยุคปี พ.ศ. 2480-2515 ซึ่งรวมถึงเมนูเด่นที่หารับประทานที่อื่นไม่ได้ เช่น ขนมครกหน้าหมูเค็ม และหลนเต้าหู้ยี้เสิร์ฟกับใบมะตูมแขกและใบมะกอก, Côte by Mauro Colagreco ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่นำเสนอตำรับอาหารร่วมสมัยซึ่งได้รับอิทธิพลจากอาหารประจำถิ่นเฟรนช์ริเวียรา ทั้งในเมนูเซ็ตอาหารกลางวัน, เมนูอาหารแบบเลือกสั่ง หรือ “อะลาคาร์ท” (À La Carte) และเมนูมื้อเย็นที่เชฟเป็นผู้เลือกให้กับลูกค้า หรือ “คาร์ท บล็องช์” (Carte Blanche) แบบ 9 คอร์ส

Gaa ร้านอาหารสไตล์นวัตกรรมซึ่งนำเสนอจานเด็ดอินเดียต้นตำรับที่ปรุงด้วยเทคนิคใหม่ ๆ และจัดแต่งอย่างทันสมัย รวมทั้งอาหารชุดแบบ Tasting Menu ที่ยกขบวนสตรีตฟู้ดอินเดียซึ่งปรับโฉมใหม่ให้ลงตัวทั้งกลิ่นรสและเนื้อสัมผัสมาให้ลิ้มรส, IGNIV ร้านอาหารยุโรปร่วมสมัยที่นำเสนออาหารยุโรปสมัยใหม่ในรูปแบบแชร์ริ่ง (Sharing) อาหารขึ้นชื่อ คือ นักเก็ตไก่ที่กรอบนอกแต่ด้านในชุ่มฉ่ำ ซึ่งเสิร์ฟมาพร้อมซอสบาร์บีคิวสูตรพิเศษของร้าน, Savelberg (ซาเวลเบิร์ก) [ถือเป็นร้านติดอันดับครั้งแรกเนื่องจากย้ายสถานที่ตั้งใหม่] ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยที่นำเสนอเมนู “อะลาคาร์ท” (À La Carte) และเซ็ตเมนูที่รังสรรค์ด้วยวัตถุดิบชั้นดีจากหลากหลายประเทศและปรุงด้วยฝีมืออย่างพิถีพิถัน, Yu Ting Yuan ร้านอาหารจีนกวางตุ้งซึ่งนำเสนออาหารที่สะท้อนศิลปะความเชี่ยวชาญในการปรุงเป็นอย่างดี เมนูที่ไม่ควรพลาดคือเป็ดปักกิ่งหนังกรอบ และติ่มซำรสเยี่ยม

นอกจากนี้ ยังมีร้านใหม่ติดโผร้านแนะนำในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ เป็นครั้งแรกอีก 51 ร้าน
นอกจากร้านอาหารที่ได้รับรางวัล ‘ดาวมิชลิน’, ‘บิบ กูร์มองด์’ และ ‘ดาวมิชลินรักษ์โลก’ แล้ว คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2565 ยังแนะนำร้านอาหารคุณภาพดีที่ใช้วัตถุดิบสดใหม่และปรุงอย่างพิถีพิถัน ไว้ในเล่มอีก 196 ร้าน ในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 91 ร้าน, อยุธยา 16 ร้าน, เชียงใหม่ 37 ร้าน, ภูเก็ตและพังงา 52 ร้าน

โดยมีร้านติดอันดับครั้งแรก 51 ร้าน (กรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 ร้าน, อยุธยา 16 ร้าน, เชียงใหม่ 5 ร้าน, ภูเก็ตและพังงา 15 ร้าน) อาทิ บ้านสุริยาศัย [กรุงเทพฯ] ร้านอาหารที่ปรุงอาหารทุกจานอย่างละเมียดละไมตามแบบชาววังและตำรับโบราณที่ส่งต่อกันมาในครอบครัว เช่น ไข่พะโล้ไทยตานี และผัดพริกขิงตามเสด็จฯ แปลง, ก๋วยเตี๋ยวผักหวาน [อยุธยา] ร้านแรกและร้านเดียวในอยุธยาที่เลือกใช้ ‘ผักหวาน’ เป็นวัตถุดิบหลัก เมนูเน้นไปที่อาหารไทยยอดนิยม แต่การมีผักหวานอยู่ในทุกจานทำให้รสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างไปจากที่คุ้นเคย, แยงซีเกียง [เชียงใหม่] ร้านอาหารจีนราคามิตรภาพในบ้านสไตล์ล้านนาประยุกต์ อาหารจีนที่นี่ใช้วัตถุดิบสดสะอาด เมนูเด่นประจำร้านคือเกี๊ยวหอยเชลล์นึ่งกับเห็ดทรัฟเฟิลรสละมุน, จุมโพ่ [พังงา] ร้านอาหารที่นำเสนออาหารสไตล์เปอรานากันแบบตะกั่วป่าแท้ๆ เช่น “จอแร้ง” หรือแกงกะทิกุ้งสดหอมกลิ่นสมุนไพร, น้ำชุบหยำกุ้งสด และปลาเจี๋ยนรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อม

PRU รักษาสถานะ “ดาวมิชลินรักษ์โลก” เอาไว้ได้ โดยเป็นร้านอาหารแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยที่ได้รับรางวัลนี้
PRU (พรุ) ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินในจังหวัดภูเก็ต คว้ารางวัล MICHELIN Green Star หรือ “ดาวมิชลินรักษ์โลก” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยรางวัลนี้มอบให้กับร้านอาหารที่ดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน หนึ่งในโครงการริเริ่มที่โดดเด่นของ PRU คือ “พรุจำปา” สวนผักออร์แกนิคพื้นบ้านของทางร้านที่ใช้ปลูกพืชผัก สมุนไพร และดอกไม้สำหรับประกอบอาหาร ฟาร์มแห่งนี้ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นแนวคิดและวิถีการเกษตรอย่างยั่งยืน (Permaculture) ที่ PRU ยึดมั่นอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น การใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลในท้องถิ่น 100% ในการสร้างสรรค์เมนูอาหาร ทำให้การรับประทานอาหารที่ PRU เป็นประสบการณ์ที่ผสานรสชาติอันเป็นเลิศเข้ากับความมุ่งมั่นใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยบทบาทและวิสัยทัศน์ดังกล่าว ร้านอาหารแห่งนี้จึงมีบทบาทโดดเด่นในฐานะแหล่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักชิมและธุรกิจร้านอาหารในวงกว้าง

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Guide Thailand Young Chef Award ประจำปี 2565:
การิมา อาโรรา (Garima Arora) จากร้าน Gaa
เชฟการิมาเกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2529 เป็นชาวอินเดียโดยกำเนิด ถือเป็นเชฟหญิงชาวอินเดียคนแรกที่คว้าดาวมิชลินมาครองได้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 อาหารที่เชฟการิมารังสรรค์เน้นไปที่การนำเทคนิคประกอบอาหารแบบอินเดียดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับวัตถุดิบที่หาได้ภายในท้องถิ่น เชฟการิมาเป็นศิษย์เก่าของสถาบันสอนทำอาหารชั้นนำระดับโลก ‘เลอ กอร์ดอง เบลอ’ (Le Cordon Bleu) ในฝรั่งเศส และเคยร่วมงานกับเชฟชื่อดังของโลกหลายราย อาทิ กอร์ดอน แรมซีย์ (Gordon Ramsay), เรเน่ เรดเซปิ (René Redzepi) และ กากั้น อนันต์ (Gaggan Anand)

ผู้คว้ารางวัล MICHELIN Guide Thailand Service Award ประจำปี 2565:
ทีโบ ชารล์มาที (Thibaud Charlemarty) จากร้าน Côte by Mauro Colagreco
ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ ลงความเห็นว่าทีมบริการลูกค้าภายใต้การนำของ มร.ชาร์เลอมาร์ตี้ มีความเป็นมืออาชีพและผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี ลำดับขั้นตอนของการให้บริการจึงดำเนินไปอย่างราบรื่นและสมบูรณ์แบบชนิดไร้ที่ติ  พนักงานสุภาพและเข้าถึงง่าย ทั้งยังอธิบายข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงแรงบันดาลใจและกรรมวิธีการปรุงอาหารแต่ละจานได้อย่างชัดเจน  องค์ประกอบที่ดีเยี่ยมในภาพรวม ทั้งอาหาร บริการ และบรรยากาศร้าน ล้วนส่งเสริมให้ลูกค้าอยากแวะเวียนกลับมาอีกครั้ง

ผู้สนใจสามารถคลิกดูรายชื่อและข้อมูลร้านอาหารทั้งหมดที่ได้รับคัดสรรและจัดอันดับอยู่ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2565 (The MICHELIN Guide Bangkok, Phra Nakhon Si Ayutthaya, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2022) ซึ่งจัดทำเป็น 2 ภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ได้ทางเว็บไซต์ https://guide.michelin.com/th/th สำหรับคู่มือแบบรูปเล่มจะเริ่มวางจำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป ในราคาเล่มละ 650 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป

สรุปจำนวนร้านอาหารที่ได้รับรางวัลจากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา’ ประจำปี 2565

ร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน จำนวน 6 ร้าน
ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลิน จำนวน 26 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 6 ร้าน)
ร้านอาหาร ดาวมิชลินรักษ์โลก จำนวน 1 ร้าน
ร้านอาหารรางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 133 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 33 ร้าน และเลื่อนระดับ 6 ร้าน)

ร้านอาหารรางวัลสองดาวมิชลิน จำนวน 6 ร้าน
– Chef’s Table
– เลอ นอร์มังดี
– เมซซาลูน่า
– R-Haan
– ศรณ์
– Sühring

ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน จำนวน 26 ร้าน* (ติดอันดับครั้งแรก 6 ร้าน)
– เอ็ทตี้ ทเวนตี้
– อักษร (ร้านใหม่)
– Blue by Alain Ducasse 
– เคเดนซ์
– แคนวาส
– Côte by Mauro Colagreco (ร้านใหม่)
– ชิม บาย สยามวิสดอม
– เอเลเมนท์
– Gaa (ร้านใหม่เนื่องจากย้ายสถานที่ตั้ง)
– Ginza Sushi Ichi
– IGNIV (ร้านใหม่)
– เเฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์
– เจ๊ไฝ
– ข้าว (สาขาเอกมัย)
– ฤดู
– เมธาวลัย ศรแดง
– น้ำ
– Paste
– พรุ
– สวรรค์
– เสน่ห์จันทน์
– ซาเวลเบิร์ก (ร้านใหม่เนื่องจากย้ายสถานที่ตั้ง)
– สระบัว บาย กิน กิน
– สวนทิพย์
– Sushi Masato
– Yu Ting Yuan (ร้านใหม่)

ร้านอาหาร ดาวมิชลินรักษ์โลก จำนวน 1 ร้าน
– พรุ

ชมการถ่ายทอดสดและติดตามข่าวสารจาก มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย ได้ทางเฟซบุ๊ค MICHELIN Guide Thailand และทางยูทูบ MICHELIN Guide Asia Youtube

สามารถดูรายชื่อร้านอาหารที่ได้รับการคัดสรรในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับกรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ ภูเก็ตและพังงา ประจำ พ.ศ. 2565 ทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์มิชลิน ไกด์ และแอปพลิเคชันคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ (ดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบ iOS และ Android) ที่ช่วยให้คุณค้นหาโรงแรมและร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกที่คัดสรรโดย ‘มิชลิน ไกด์’

แอปพลิเคชันคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้
ทั้งระบบ iOS และ Android
guide.michelin.com/th/th
facebook.com/MichelinGuideThailand
instagram.com/michelinguide

THE 2022 MICHELIN GUIDE THAILAND
FEATURES A TOTAL OF 361 DINING ESTABLISHMENTS,
WITH 6 NEW ONE MICHELIN STAR RESTAURANTS

In the official launch event of the MICHELIN Guide Bangkok, Phra Nakhon Si Ayutthaya, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2022, Michelin announced awardees of the coveted MICHELIN Star, the MICHELIN Green Star, the MICHELIN Guide Young Chef Award, and the MICHELIN Guide Service Award. Featured in this fifth local edition are 361 dining establishments – with 6 two MICHELIN Stars (all retained their status), 26 one MICHELIN Star, 133 Bib Gourmand, and other 196 selected entries. New additions to the MICHELIN Guide consist of 6 (all located in Bangkok) in the one MICHELIN Star, and 33 in the Bib Gourmand lists, together with another 51 in the Guide’s official selection.

Gwendal Poullennec, International Director of MICHELIN Guides, revealed: “Due to lockdowns and dine-in restrictions during the COVID-19 pandemic in many countries, the restaurant business has been on its all-time lows. Nevertheless, Thailand sees the opening of new restaurants with interesting cuisine types – such as street-food-inspired stalls and authentic Thai food from ancient recipes. Local produce and ingredients have been incorporated in the menu, as diners are increasingly concerned about living healthy lifestyles and food sources. This not only ensures optimum freshness that elevates the cuisine, but also encourages sustainability in the agriculture and restaurant industries that help boost up the local economy.

This year’s MICHELIN Guide celebrates Ayutthaya as the latest city introduced into the guide – yet the oldest and with the richest heritage among all. In addition, this former capital city of Thailand boasts historical charm and retains among the greatest history in Thai cuisine. We are thus convinced that our local and international readers will enjoy exploring this extended coverage of Thailand’s culinary scene,” added Mr.Poullennec.

The exquisite creation at Côte by Mauro Colagreco and Thai food taken from Thai cookbooks from the 1940s to the 1970s as inspiration at Chef David Thompson’s Aksorn. (© Côte by Mauro Colagreco, Aksorn)

Six New Entrants Joining the one MICHELIN Star List, While the two MICHELIN Star Listing Remains the Same

In the 2022 MICHELIN Guide Thailand edition, Two-MICHELIN-Star listing remains the same with 6 entries – namely, Chef’s TableLe NormandieMezzaluna, R-HaanSorn, and Sühring. However, the one MICHELIN Star selection welcomes 6 new entrants, all located in Bangkok, namely: Aksorn, a Thai restaurant offering flavorsome dishes inspired by chef’s collected Thai cookbooks from the 1940s to the 1970s, with highlights including the coconut cupcakes with salted pork, and the fermented bean curd relish with minced pork and prawns; 
Côte by Mauro Colagreco
, a French contemporary restaurant with contemporary Riviera-inspired cuisine that serves lunch set menus, à la carte dishes, plus a special nine-course “Carte Blanche” dinner – an Omakase experience where every course is a surprise;

Gaa, an innovative restaurant offering an exquisite variety of Indian dishes transformed with modern techniques and presentation, plus a street-food-inspired tasting menu with a delightful balance of flavors, textures and aromas; IGNIV, a European contemporary restaurant serving up modern European cuisine – including its signature chicken nuggets and barbecue sauce – through a unique shared meal experience; Savelberg (new by relocation), a French contemporary restaurant offering à la carte and fixed menus that boast sophisticated modern French fare made from fine international ingredients; Yu Ting Yuan, a Chinese restaurant offering refined Cantonese dishes that emphasize nuance of flavor and strike the right balance of oil – with highlights including delectable Peking Duck and succulent Dim Sum.

Another 51 Eateries Included for the First Time in This Year’s MICHELIN Guide Selection

Apart from dining establishments awarded with the MICHELIN Stars, the Bib Gourmand, and the MICHELIN Green Star; the official selection of the 2022 MICHELIN Guide Thailand edition also recognises an additional 196 eateries that provide good meals, capably prepared with fresh ingredients and good cooking. Out of this number, 91 are located in Bangkok & Surrounding Provinces, 16 in Ayutthaya, 37 in Chiang Mai, and 52 in Phuket & Phang-Nga.

It is notable that 51 are first-time entrants (15 in Bangkok, 16 in Ayutthaya, 5 in Chiang Mai, and 15 in Phuket & Phang-Nga). Among them are Baan Suriyasai [Bangkok], a restaurant offering time-tested dishes drawn from royal recipes and bygone family favourites – including the savory 5-spice stew with boiled eggs; and the stir-fried crispy pork belly, fish flakes, and dried shrimp with seasoned paste; Phak Wan Noodles [Ayutthaya], the first and only restaurant in Ayutthaya where every dish is cooked using local greens called “Pak Wan” (Melientha), providing unique and pleasantly different flavors and aromas; Yangzi Jiang [Chiang Mai], a Chinese restaurant in a contemporary Lanna house, offering fresh, clean, and expertly cooked food – including the signature steamed scallop dumplings with black truffles; Juumpo [Phang-Nga], a restaurant offering many unique local “Baba” (Chinese-Thai) recipes – such as the Baba-style coconut milk soup with shrimps and Thai herbs, the chilli dip with shrimp, and the fried fish with sweet and sour sauce.

Savelberg’s new home with monogrammed leather armchairs and a polished black marble floor and Gaa’s location that mirrors Chef Garima Arora’s exquisite cooking: old-school at heart, transformed with modern techniques and presentation. (© Savelberg, Gaa)

PRU Retains Its MICHELIN Green Star: The One and Only in Thailand

For the second year in a row, PRU – the one MICHELIN Star restaurant in Phuket – retains the MICHELIN Green Star for its sustainable gastronomy practices. As part of the restaurant’s initiatives, ‘Pru Jampa’ – PRU’s own farm that supplies vegetables, herbs and flowers – is where PRU puts the idea of permaculture into practice, while pursuing sustainability and supporting artisan producers. With seasonal, 100% locally sourced ingredients that determine its menu cycles, the restaurant offers a dining experience that combines culinary excellence with outstanding eco-friendly commitment, and stands as a source of inspiration both for foodies and the restaurant industry as a whole.

The impressive dim sum of Yu Ting Yuan is praised by MICHELIN Guide inspectors. (© Yu Ting Yuan)

• 2022 MICHELIN Guide Young Chef Award: Garima Arora, Executive Chef / Chef de Cuisine of Gaa (Bangkok)

An Indian native, Garima was born on 9 November 1986 and is the first Indian woman to win one MICHELIN Star in November 2018. Her cuisine is focused on applying traditional Indian cooking techniques onto locally sourced ingredients.  An alumnus of Le Cordon Bleu school in France, Chef Garima has worked alongside many world-renowned chefs, such as Gordon Ramsay, René Redzepi, and Gaggan Anand.

MICHELIN Guide Thailand 2022 Service Award:
Mr. Thibaud Charlemarty from Côte by Mauro Colagreco

According to the MICHELIN Guide inspector, the whole service team under the direction of Mr. Charlemarty is professional and very well-trained. All service sequences were perfectly executed without any flaws. Staff are very approachable and polite. Information of each dish, including inspirations and cooking method, were clearly explained. All elements (excellent food, service, and atmosphere) encourage another visit.

Chef Garima Arora and Thibaud Charlemarty. (© MICHELIN Guide Thailand, Côte by Mauro Colagreco)

The complete selection of The MICHELIN Guide Bangkok, Phra Nakhon Si Ayutthaya, Chiang Mai, Phuket & Phang-Nga 2022 is now available in the bilingual digital edition (Thai and English) on the website https://guide.michelin.com/th/en; while the print version is scheduled for sale at leading bookstores for 650 Baht from 1 February 2022 onwards.

Key Figures of the 2022 Selection at a Glance:

6 two MICHELIN Star
26 one MICHELIN Star (6 new)
1 MICHELIN Green Star
 133 Bib Gourmand (33 new, 6 promoted)

6 restaurants with two MICHELIN Stars
– Chef’s Table
– Le Normandie
– Mezzaluna
– R-Haan
– Sorn
– Sühring

26 restaurants with one MICHELIN Star (6 new)
– 80/20
– Aksorn (New)
– Blue by Alain Ducasse
– Cadence by Dan Bark
– Canvas
– Côte by Mauro Colagreco (New)
– Chim by Siam Wisdom
– Elements
– Gaa (New – Relocated)
– Ginza Sushi Ichi
– IGNIV (New)
– J’aime by Jean-Michel Lorain
 Jay Fai
– Khao (Ekkamai)
– Le Du
– Methavalai Sorndaeng
– Nahm
– Paste
– PRU
– Saawaan
– Saneh Jaan
– Savelberg (New – Relocated)
– Sra Bua by Kiin Kiin
– Suan Thip
– Sushi Masato
– Yu Ting Yuan (New)

1 MICHELIN Green Star restaurant
– PRU

Stay up-to-date with the latest MICHELIN Guide news, on MICHELIN Guide Thailand Facebook page and MICHELIN Guide Asia Youtube channel.

The complete listing in MICHELIN Guide Thailand 2022 will also be available on the official MICHELIN Guide website and on the MICHELIN Guide mobile app (iOS and Android), which enables you to find every restaurant and hotel in the world selected by the MICHELIN Guide.

Now available as a free download, the MICHELIN Guide worldwide app for iOS and Android devices.
guide.michelin.com/th/en
facebook.com/MichelinGuideThailand
instagram.com/michelinguide

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

UNHCR เปิดตัวแคมเปญระดับโลก Aiming Higher ครั้งแรกในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาระดับสูงแก่ผู้ลี้ภัย

ท่ามกลางการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของโรคโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สงครามและความขัดแย้งยังคงเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ทำให้ผู้คนมากกว่า 82.4 ล้านคนต้องหนีออกจากบ้านของตนและกลายเป็นผู้พลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยใน พ.ศ. 2563 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากวิกฤตการณ์ที่รุนแรงเช่น ในประเทศอัฟกานิสถาน ซีเรีย เยเมน และบังคลาเทศ

รายงานด้านการศึกษาของ UNHCR พบว่าปัจจุบันมีเยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลกเพียงร้อยละ 5 หรือประมาณ 150,000 คนเท่านั้นที่มีโอกาสได้ศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา

นายจูเซ็ปเป้ เด วินเซ็นทีส ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าว“ผมเชื่อว่าการเรียนในระดับอุดมศึกษาคือโอกาสครั้งสำคัญของผู้ลี้ภัยในการพึ่งพาตนเองและการสร้างอนาคตที่ดีขึ้นเพื่อตัวเองและชุมชนที่อยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืน และเราทุกคนมีส่วนในการมอบโอกาสนั้นแก่ผู้ลี้ภัย ให้พวกเขาสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนท้องถิ่นของตน”

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ริเริ่ม “แคมเปญ Aiming Higher” ในสำนักงานทั่วโลก ระดมทุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อลดช่องว่างทางการศึกษาผ่านการมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ลี้ภัยที่มีความรู้ความสามารถได้สานต่อความหวังและความฝันจากการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน

พระเมธีวชิโรดม ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR กล่าวถึงเจตนารมณ์การจัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อผู้ลี้ภัย งานสร้างคน สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาคือสิ่งที่อาตมาเน้น และให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะการศึกษาคือพลัง คือโอกาส คือการให้ชีวิตใหม่กับเด็ก และเยาวชน ในครั้งนี้ ได้ขยายความช่วยเหลือมาถึงน้องๆ ผู้ลี้ภัยให้ได้รับการศึกษาขั้นสูง เพื่อให้พวกเขาได้รับโอกาสครั้งที่สองและเป็นประชากรที่มีคุณภาพของโลก” 

UNHCR ได้รับความเมตตาจากพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) และร่วมกับ ศูนย์บริหารจัดการความยั่งยืนและส่งเสริมผู้ประกอบการ แห่งศศินทร์ และ คุณคิด คณชัย เบญจรงคกุล เปิดตัว “แคมเปญ Aiming Higher” เป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมจัดเตรียมกิจกรรมพิเศษเพื่อระดมเงินบริจาคเพื่อมอบทุนการศึกษาแก่ผู้ลี้ภัยทั่วโลกภายใต้แคมเปญนี้

คุณนิกม์ พิศลยบุตร รองผู้อำนวยการสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ กล่าวถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ “ธุรกิจไม่สามารถเดินได้เพียงลำพัง การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ หากผู้ประกอบการตระหนักถึงการทำธุรกิจด้วยความเกื้อกูลและสร้างสังคมที่ดีร่วมกันในลักษณะของพันธมิตรทางสังคม และวิกฤตด้านการศึกษาระดับสูงของผู้ลี้ภัยทั่วโลก ไม่ใช่เรื่องที่เราสามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป นี่คือการยกระดับจริยธรรมการดำเนินธุรกิจสู่การแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพ”

คุณคิด คณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) กล่าวถึงผลงานสนับสนุนแคมเปญ “ผมโชคดีที่ได้มีโอกาสทางการศึกษา ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และผมอยากให้ทุกคนแบ่งปันโอกาสแบบนี้ให้กับทุกคน โดยเฉพาะกับผู้ลี้ภัยที่ต้องถูกบังคับให้หนีออกจากบ้านของตัวเอง นี่คือของขวัญชีวิตชิ้นใหญ่ที่เราสามารถมอบให้คนๆ นึงได้ และผมหวังว่า “รักไร้พรมแดน Love is Boundless” ในมิติใหม่นี้จะเป็นของขวัญชิ้นสำคัญจากคนไทยเพื่อเยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก”

กิจกรรมภายใต้ แคมเปญระดับโลก Aiming Higher” จะเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้และในอีก 2 ปีข้างหน้า พร้อมกิจกรรมมากมาย เพื่อระดมทุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนลดช่องว่างทางการศึกษาของผู้ลี้ภัย อาทิ

  1. กิจกรรมระดมทุนผ่านกองทุนพระเมธีวชิโรดมเพื่อทุนการศึกษาสำหรับผู้ลี้ภัยของอัลเบิร์ธไอน์สไต1. กิจกรรมระดมทุนผ่านกองทุนพระเมธีวชิโรดมเพื่อทุนการศึกษาสำหรับผู้ลี้ภัยของอัลเบิร์ธไอน์สไตน์ และ UNHCR พระเมธีวชิโรดม ในฐานะประธานกองทุนฯ บริจาคนำร่องเข้ากองทุนฯ
  • ธรรมยาตรา ร่วมเดินเพื่อบวชป่าในจังหวัดเชียงราย
  • พระเมธีวชิโรดม มอบงานศิลปะเพื่อจัดทำ NFT มอบรายได้เข้ากองทุนฯ
  • พระเมธีวชิโรดม มอบลิขสิทธิ์และรายได้จากการจำหน่าย หนังสือ “ชุบ ชู ใจ ในยามวิกฤติ” จำนวน 10,000 เล่มเข้ากองทุนฯ
  1. งานสัมนาวิชาการเพื่อผู้ลี้ภัยและทุนการศึกษาพิเศษ โดย ศูนย์บริหารจัดการความยั่งยืนและส่งเสริมผู้ประกอบการ แห่งศศินทร์
  2. คอลเลกชัน Holo-NFT “รักไร้พรมแดน Love is Boundless” งานศิลปะ NFT คอลเลกชันแรกของประเทศไทยเพื่อผู้ลี้ภัย โดย คุณคิด คณชัย เบญจรงคกุล และได้รับความสนับสนุนจากบริษัท เพอร์เซพชั่น โค้ดส์ จำกัด ทุกท่านสามารถเข้าชมผลงานได้แล้ววันนี้ที่ Morpheus Projecthttps://morpheus.art/gallery/UNHCR-love-is-boundless/

เป้าหมายของแคมเปญ “Aiming Higher” คือ การมอบทุนการศึกษาให้แก่ผู้ลี้ภัยจำนวน 1,800 คนทั่วโลก โดยต้องการงบประมาณอีกราว 700 ล้านบาท (23 ล้านเหรียญสหรัฐ) เพื่อเพิ่มอัตราการเข้าเรียนต่อในระดับสูงของผู้ลี้ภัยจากร้อยละ 5 ให้ได้ถึงร้อยละ 15 ภายใน ค.ศ. 2030 (15by30) ตามแนวทางที่วางไว้ในการจัดประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องผู้ลี้ภัย ความร่วมมือจากบริษัท มูลนิธิ และบุคคลทั่วไป มีความสำคัญอย่างยิ่งในการมอบโอกาสและเปลี่ยนชีวิตของเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย

ในขณะที่การศึกษาระดับสูงคือการบ่งชี้เส้นทางชีวิตของเราทุกคน สำหรับผู้ลี้ภัย การศึกษาคือ “โอกาสครั้งที่สอง” ในการสร้างชีวิตใหม่และอนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขา ครอบครัว และชุมชนที่มอบที่พักพิง ร่วมมอบโอกาสนั้นแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยได้ที่ www.unhcr.org/th

หากท่านมีความสนใจร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนแคมเปญ Aiming Higher สามารถติดต่อเราได้ที่ อีเมล์: support.th@unhcr.org

UNHCR launches a global campaign Aiming Higher for the first time in Thailand to enable refugees to get into higher education

UNHCR, the UN Refugee Agency, led by Mr. Giuseppe De Vincentiis, UNHCR Representative in Thailand (4th Left), with a support from Venerable Phra Medhivajirodom, UNHCR Patron on Peace and Compassion (3rd Left), Sasin Sustainability and Entrepreneurship Center (SEC) and Kanachai “Kit” Bencharongkul including, the guest of honours joined together with the launched of global campaign “Aiming Higher” for the first time in Thailand to raise funds and build partnerships with different sectors to bridge the education gap enabling talented refugees to get into higher education by funding their scholarships for university and technical skills training for them to be able to take control of their futures and give back to their communities at WeWork, Asia Center Building Sathorn.

Despite a global pandemic and climate crisis, war and conflicts continue to force more than 82.4 million people to flee from their homes in 2020, especially from a crisis in Afghanistan, Syria, Yemen and Bangladesh.

According to UNHCR’s educational report, across the world, only 5 per cent or 150,000 young refugees are enrolled in some form of higher education.

“We firmly believe higher education can be a chance for refugees to take control of their futures and give back to their communities. We can help make those opportunities more widely available for them to become vital contributors to local economies,” said Mr. Giuseppe De Vincentiis, UNHCR Representative in Thailand.

UNHCR, the UN Refugee Agency, launched “Aiming Higher” campaign globally to raise funds and build partnerships with different sectors to bridge the education gap enabling talented refugees to get into higher education by funding their scholarships for university and technical skills training.

Employment shapes a person, and it is crucial above all. I have always been supportive and endorsed the power of education. It allows children and youth to build a new life. This campaign gives an opportunity for refugees to continue higher education and receive a second chance to be a valued global citizen,” said Venerable Medhivajirodom, UNHCR Patron on Peace and Compassion, about his dedicated fund initiative for refugees.

UNHCR, in partnership with Venerable Medhivajirodom, Sasin Sustainability and Entrepreneurship Center (SEC) and Kanachai “Kit” Bencharongkul, launched a global campaign “Aiming Higher” for the first time in Thailand with its activities to raise funds supporting refugee scholars around the world.

“Business cannot run alone. Sustainability can drive business success if entrepreneurs see the importance of social and governance of corporate citizenship, and a crisis on refugee’s higher education cannot be ignorant. Beyond helping curb global challenges, taking in social significance will elevate organization’s ethical impact on corporate responsibility in a substantial and sustainable way,” Mr. Nick Pisalyabut, Deputy Director, Sasin School of Management explained about this important partnership.

“I am lucky to be able to pursue my education and do what I love, and I would like to share this opportunity with others, especially those who were forced to flee home. This could be the greatest gift we could ever give to one another. I hope ‘Love is Boundless’ in the new dimension will be a meaningful gift from Thai people to youth refugees around the world,” Mr. Kanachai “Kit” Bencharongkul, Managing Director, Museum of Contemporary Art (MOCA Bangkok) explained more on his collection supporting the campaign.

Fundraising activities under “Aiming Higher” campaign will be rolled out today and throughout the next two years to support refugee scholarships and building partnerships to bridge the education gap. The activities include:

  1. Fundraising activities under Phra Medhivajirodom’s Fund for Albert Einstein German Academic Refugee Initiative Scholarship Programme with UNHCR. As a Chairman of the fund, he also donated to launch the fund.
  • Interfaith Pilgrimage: woodland ordination in Chiang Rai
  • Donation of his art piece for NFT with proceeds to the fund
  • Donation of copyrights and proceeds from the sale of 10,000 “Choob Choo Jai in Crisis” book to the fund
  1. Education forum for refugees and special scholarship by Sasin Sustainability and Entrepreneurship Center (SEC)
  2. The first-ever Holo-NFT collection for refugees in Thailand “Love is Boundless” by Mr. Kanachai “Kit” Bencharongkul, supported by Perception Codes Co., Ltd. is available today on Morpheus Project at https://morpheus.art/gallery/UNHCR-love-is-boundless

Aiming Higher campaign targets to fund additional 1,800 refugee scholars across the globe and need a further $23 million by 2023 to bridge the funding gap in higher education. Our goal is to increase refugee enrolment in higher education from the current 5% to 15% by 2030 (15by30). This campaign is embedded in the vision set during the Global Compact on Refugees. Companies, foundations and individuals can play a vital role in offering a chance and change the life of children and youth refugees.

While access to higher education is life-changing for everyone, for refugees, it can be a chance to take control of their futures and give back to their communities. Make a change today.

If you are also interested in exploring a partnership supporting Aiming Higher campaign with UNHCR, please contact us at support.th@unhcr.org.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

“ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์” ลุยกระตุ้นตลาดท่องเที่ยวลักชัวรี (Thailand International Boat Show to kick-start luxury tourism revival)

แบรนด์เรือดังจากต่างประเทศ ซูเปอร์ยอช์ท ซูเปอร์คาร์ อสังหาริมทรัพย์สุดหรูยกทัพร่วมงานเพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางทะเล จ. ภูเก็ต
6 – 9 ม.ค. 2565 นี้ ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า

Multihull Solutions หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายเรือยอช์ทชั้นนำหลายแห่งและแบรนด์เรือยอทช์มากกว่า 10 แบรนด์
ยืนยันเข้าร่วมจัดแสดงในงาน Thailand International Boat Show 2022

งานแสดงเรือยอช์ทสุดอลังการ “ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์” (Thailand International Boat Show) ลุยจัดตามแผนระหว่างวันที่ 6-9 มกราคม 2565 ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า จังหวัดภูเก็ต คาดดึงดูดบรรดาคนไทยและนักเดินทางจากต่างประเทศกระเป๋าหนักที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์หรูหราและรักการล่องเรือกว่าหลายพันคนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก โดยงานนี้เป็นงานแสดงเรือนานาชาติเพียงหนึ่งเดียวของไทยในช่วงปีหน้า และถือเป็นงานแรกในรอบ 2 ปีของภูมิภาคนี้หลังจากเกิดสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งทั้งภาครัฐและเอกชนต่างมองว่า ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์ ถือเป็นเวทีอันทรงคุณค่าในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดภูเก็ตและประเทศไทยให้โด่งดังไปทั่วโลก

นายเดวิด เฮย์ส ซีอีโอ แจนด์ อีเว้นท์ (JAND Events) เจ้าของและผู้จัดงาน Thailand International Boat Show เปิดเผยว่า “งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์ จะเป็นการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติครั้งแรกตั้งแต่ภูเก็ตเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐตลอดจนดำเนินงานให้สอดคล้องกับการที่ประเทศไทยได้เปิดประเทศต้อนรับผู้มาเยือนจากต่างประเทศตั้งแต่ 1 พ.ย. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวเป็นการช่วยทำให้ภูเก็ตและการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลกของประเทศไทยกลับมาเจิดจรัสอีกครั้ง”

ภูเก็ตนำร่องในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในโครงการ Phuket Sandbox ก่อนหน้าและล่าสุดวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมาประเทศไทยได้เปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนแล้วจาก 63 ประเทศโดยไม่ต้องกักตัวซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอีกครั้ง ทางผู้จัดงานฯ ได้ทุ่มเททำงานร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งไว้อย่างเต็มที่

ภาพจากซ้าย: นายกูลู ลาวานี ประธานบริหาร รอยัล ภูเก็ต มารีน่า; นายณรงค์ วุ่นซิ้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต; นายเดวิด เฮย์ส ซีอีโอ แจนด์ อีเว้นท์; และนางสาวนันทาศิริ รณศิริ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต

การจัดงานนี้ได้รับความเห็นชอบและสนับสนุนการจัดงานจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ได้รับรองการจัดงานแสดงครั้งนี้ โดยเฉพาะเพื่อเป็นการดึงดูดผู้เข้าชมจากต่างประเทศ ซึ่งมีนักธุรกิจหลายร้อยคนที่สนใจยืนยันเข้าร่วมงานแล้ว นอกจากนั้น ทางจังหวัดภูเก็ต นำโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ยังได้ให้การผลักดันและสนับสนุนความพยายามร่วมกันอย่างแข็งแกร่งของทั้งภาครัฐและเอกชนอีกด้วย ทั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการให้บริการจะได้รับประโยชน์จากมหกรรมการจัดงาน 4 วันครั้งนี้เป็นอย่างมากและคาดว่าจะมีผู้เข้าชมจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์ เป็นอีกงานแสดงเรือยอช์ทที่มีความสำคัญและน่าสนใจสำหรับธุรกิจหรือแบรนด์ที่ต้องการขยายตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งนับได้ว่าเป็นตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพสูง สำหรับในวงการคือเรียกได้ว่าเป็นงาน “Must attend”  ซึ่งมีความสำคัญเช่นเดียวกับงานแสดงเรือยอช์ทระดับโลกที่จัดในเมืองคานส์และโมนาโก

ภายในงานจะมีการแสดงเรือหลากหลายประเภท ตั้งแต่เรือยอช์ทต่างๆ ไปจนถึงซูเปอร์ยอช์ท รวมถึงแอกเซสซอรี่และแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำด้านการล่องเรือที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในตลาด อาทิ Sunseeker, Fountaine Pajot, NEEL, ILIAD, Silvercraft , LEEN, Stealth Catamarans, Ocean Voyager, Rapido, Corsair Marine, Integrated Marine Service และอีกมากมาย นอกจากนี้มีการแสดงนวัตกรรมใหม่ของผลิตภัณฑ์ของการล่องเรือในราคาที่จับต้องได้ พร้อมเปิดประสบการณ์กับรถยนต์สุดหรู รถจักรยานยนต์ นาฬิกา แฟชั่น และสินค้าสุดหรูอื่นๆ อีกมากมายภายในงาน

นอกเหนือจากการแสดงเรือและสินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สุดหรูแล้ว ประเทศไทยยังมีชื่อเสียงในฐานะ Health and wellness hub จึงทำให้มีบริษัทหลายแห่งที่เน้นเรื่องสุขภาพในแนวทางแบบดั้งเดิมและสมุนไพร รวมถึงการแพทย์และการรักษารูปแบบใหม่ที่ปฏิวัติวงการมาร่วมประชาสัมพันธ์ธุรกิจภายในงานอีกด้วย อาทิ StemCell 21 และ IntelliHealth Plus Rejuvenation Clinic นอกจากนั้น บริษัท Coldwell Banker ผู้ดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์จะเป็นหนึ่งในหลายๆ บริษัท ที่จะนำอสังหาริมทรัพย์สุดหรูมาร่วมจัดแสดง ซึ่งนักเดินทางที่มาจากแถบทะเลแคริบเบียนและทะเลเมดิเตอร์
เรเนียนให้ความสนใจวิลล่าหรูและอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตเป็นอย่างมาก

ด้วยการผสมผสานงานแสดงสินค้าทางธุรกิจเข้ากับบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ผู้จัดงานตั้งใจมอบประสบการณ์ที่ดี ซึ่งประกอบด้วยความบันเทิงในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น al fresco dinning หรือ pop-up ร้านดังต่างๆ ให้เกิดความสนุกตื่นเต้นตลอดงาน ส่วนในวันเด็กแห่งชาติ (ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 8 มกราคม) จะมีกิจกรรมต่างๆ มากเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่เด็กๆ และครอบครัว นอกจากนี้ จะมีการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับวงการเรือยอทช์ตลอด 3 วันที่จะจัดขึ้นที่ภูเก็ต โบ๊ท ลากูน งาน networking และงานกาล่าดินเนอร์ซึ่งจะจัดขึ้นที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ภูเก็ต รีสอร์ท ในคืนวันเสาร์ที่ 8 มกราคม อีกด้วย

งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล โบ๊ท โชว์ (Thailand International Boat Show) จะจัดขึ้นวันที่ 6 – 9 มกราคม 2565 นี้ ณ รอยัล ภูเก็ต มารีน่า จังหวัดภูเก็ต สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.thailandinternationalboatshow.com

International boat brands, superyachts, supercars, luxury real estate and more are on display to thousands of expected visitors from Thailand and overseas.

International boat brands, superyachts, supercars, luxury real estate and more are on display to thousands of expected visitors from Thailand and overseas.

The Thailand International Boat Show will take place at the award-winning Royal Phuket Marina from 6-9 January 2022 and is set to attract thousands of high net worth individuals from across Thailand and overseas. The only boat show to be staged at any major marina in Thailand during 2022 and the first planned for the region in two years, the Thailand International Boat Show is seen by public and private sectors as a valuable platform to promote marine leisure tourism in Phuket and Thailand to the world.

“The Thailand International Boat Show will be the first international event of its kind since Phuket reopened to international visitors earlier this year. We’re working closely with the local and central government, and are aligned on the national agenda to reopen the country to international visitors. We support the government’s plans and together we’ll help to shine the light again on Phuket and Thailand’s world-class marine tourism,” said David Hayes, CEO of organisers JAND Events.

Phuket has led the way in opening up to international travellers and from 1st November, vaccinated people from 46 low-risk countries will be able to travel to key destinations across Thailand without having to quarantine. Thailand has set out its stall to restart international tourism and organisers of the Thailand International Boat Show are working hand-in-hand with stakeholders to achieve this.

Thai government agencies have been quick to endorse the event. The Ministry of Tourism and Sports and the Tourism Authority of Thailand have given their approval and support of the event, and the Thailand Convention and Exhibition Bureau have also endorsed the show in particular for its drive to attract international visitors – hundreds of which have already committed to attending. Phuket authorities, led by the Governor of Phuket, have also given their backing and voiced support for the show in what is a strong public-private sector collaborative effort.

The Thailand International Boat Show will be a boost to the local economy as all facets of the hospitality industry will benefit from the four-day extravaganza with an influx of international and domestic visitors.

From dinghies to superyachts, tenders and water toys, there will be a wide array of boats for sale and charter at the show including many of the most recognisable marine brands such as Fontaine Pajot, NEEL, ILIAD, Silvercraft, LEEN, Stealth Catamarans, Ocean Voyager, Rapido, Corsair Marine, Integrated Marine Service and more. There will also be a new innovative marine market where all types of nautical products will be on sale at reasonable prices.

As with major yacht shows like Cannes and Monaco, the Thailand International Boat Show is a “must-attend” event for major players in the yachting industry, many who see Southeast Asia as the final yachting frontier and wish to gain a foothold in a region that stretches from Sri Lanka to Fiji.

In addition to boats and all things marine, visitors can expect luxury cars, motorcycles, watches, fashion and more at the show. Thailand’s growing prowess as a health and wellness hub sees a number of companies focusing on traditional and herbal wellness as well as revolutionary new-wave medicine and healing at the show, led by StemCell 21 and the IntelliHealth Plus Rejuvenation Clinic.

High-end realtor Coldwell Banker will be one of the many companies showcasing luxury real estate. With space at a premium in the Caribbean and the Mediterranean, many visitors are drawn to the upscale villas and properties that Phuket and the southern Thai isles have to offer, combined with the marine leisure lifestyle on their doorstep.

Mixing business with pleasure, organisers promise something for everyone at the show. Daily entertainment and a bustling boardwalk offering al fresco dining together with some pop-up surprises will ensure visitors are spoilt for choice. On Children’s Day (Saturday 8 January) there will be lots of family activities and fun to keep the kids happy and busy. There will also be a three-day yachting conference at the neighbouring Phuket Boat Lagoon Marina, which will feature a number of influential figures from the yachting industry, as well as networking events and a Gala Dinner hosted by Intercontinental Phuket Resort on Saturday 8 January.

The Thailand International Boat Show promises to be a “can’t miss” event and will be held 6-9 January 2022 at Royal Phuket Marina. For more information, visit www.thailandinternationalboatshow.com.

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

แอร์บีเอ็นบี ปฏิวัติการเดินทาง อัพเกรดบริการพร้อมนวัตกรรมสุดล้ำมากกว่า 50 รายการ

  • ผลสำรวจของ YouGov ระบุ เกือบ 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย ต้องการทำงาน ใช้ชีวิต หรือเดินทางที่แตกต่างออกไปจากเดิม หากงานปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • การพักระยะยาวกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ โดยจำนวนการจองในกรุงเทพฯ และภูเก็ตล่าสุด ครึ่งหนึ่งเป็นที่พักระยะยาวมากกว่า 28 คืน 

กรุงเทพฯ 10 พฤศจิกายน 2564 – แอร์บีเอ็นบี (“Airbnb”) ได้เปิดตัว 2021 Release พร้อมการอัพเกรดบริการทุกด้านบนแพลตฟอร์ม Airbnb กว่า 100 รายการเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ล่าสุดบริษัทฯ ได้ประกาศการอัพเกรดบริการเพิ่มเติมอีกกว่า 50 รายการ เพื่อช่วยโฮสต์หรือผู้ให้บริการที่พักและตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปของนักเดินทาง

ข้อมูลของ Airbnb ระบุว่า ระหว่างเดือนมีนาคม 2563 ถึง เดือนกันยายน 2564 โฮสต์ชาวไทยรายใหม่ที่เริ่มเปิดบ้านพักบน Airbnb ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สามารถสร้างรายได้จากการต้อนรับแขกที่เข้าพักของ Airbnb รวมกว่า 59.7 ล้านบาท ในภาวะที่ทั่วโลกกำลังมีการฏิวัติการใช้ชีวิตและการทำงานอย่างในปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ อาทิ Zoom ทำให้ทุกคนสามารถทำงานจากที่บ้านได้อย่างสะดวก ส่วน Airbnb ก็ช่วยให้ทุกๆ ที่พักเป็นสถานที่ทำงานได้ และความยืดหยุ่นเหล่านี้กำลังพลิกโฉมวิธีการเดินทางในปัจจุบัน

นายไบรอัน เชสกี ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Airbnb เปิดเผยว่า “ในปี 2021 นี้นับเป็นปีแห่งการพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อปรับบริการหลักของ Airbnb ให้ดียิ่งขึ้น เราได้ทำการอัพเกรดและพัฒนานวัตกรรมมากกว่า 150 รายการ ซึ่งเราให้ความสำคญในการออกแบบและปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และจะเป็นครั้งแรกที่ผู้คนนับล้านทั่วโลกสามารถเดินทางไปไหนก็ได้ทุกที่ ทุกเวลา และในทุกระยะเวลาการพำนักอาศัย หรือแม้แต่การเปลี่ยนไปใช้ชีวิตในที่ใดก็ได้บนแพลตฟอร์ม Airbnb ซึ่งทั้งหมดนี้คือการปฏิวัติการเดินทาง”

ประเทศไทย นับได้ว่าเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลกสำหรับดิจิทัลโนแมด และ workations รวมถึงการพำนักระยะยาว ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในประเทศไทยเนื่องจากได้มีการเปิดพรมแดนต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง นอกจากนั้นยังพบว่าจำนวนคืนที่จองในกรุงเทพฯ และภูเก็ตล่าสุด ครึ่งหนึ่งการพักระยะยาวมากกว่า 28 คืน

การสำรวจโดย YouGov ซึ่งสนับสนุนโดย Airbnb แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวิถีที่ผู้คนในการใช้ชีวิต เดินทางและทำงาน ดังนี้:  

  • 90% ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทย ต้องการทำงาน ใช้ชีวิต หรือมีการเดินทางที่แตกต่างออกไปจากเดิม
    หากงานปัจจุบันมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
  • มากกว่า 40% มองว่าการเดินทางเป็นวิถีแห่งการใช้ชีวิต
  • มากกว่า 75% มองว่าปัจจุบัน ‘การเดินทางเพื่อธุรกิจ’ เป็นการผสมผสานระหว่างการเดินทางและการทำงานทางไกล และ 1 ใน 3 ต้องการใช้เวลาในการเดินทางและเปลี่ยนสถานที่ทำงานมากขึ้น

เพื่อเป็นการสนับสนุนโฮสต์และนักเดินทาง Airbnb จึงได้เปิดตัวการอัพเกรดบริการต่างๆ และนวัตกรรมมากกว่า 50 รายการ เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์ปฏิวัติการเดินทางดังกล่าว โดยมีตัวอย่างดังนี้

  • I’m (even more) Flexible – เครื่องมือค้นหาที่พักที่มีเอกลักษณ์ล่วงหน้าได้สูงสุดถึง 12 เดือน
  • Verified Wifi – เครื่องมือใหม่ในการทดสอบและตรวจสอบความเร็วของของ wifi ที่ให้บริการในที่พักบนแพตฟอร์ม Airbnb
  • Translation Engine – เทคโนโลยีการแปลภาษาที่ทันสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับชุมชน Airbnb
  • Accessibility Review – ฟีเจอร์การเข้าถึงที่พักทั้งหมดได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง 100%
  • Smarter Trips Tab –  แท็บเครื่องมือ Trips ใหม่ที่รวมรายละเอียดการเดินทางที่นักเดินทางจำเป็นต้องทราบไว้ในที่เดียว
  • AirCover – ความคุ้มครองรอบด้านฟรีสำหรับโฮสต์ทุกคนที่ Airbnb เท่านั้น
  • Ask a Superhost Expansion – เครื่องมือใหม่ที่ช่วยเชื่อมต่อระหว่างโฮสต์ใหม่กับซูเปอร์โฮสต์ เพื่อการช่วยเหลือแนะนำซึ่งกันละกัน
    และนอกจากนั้นยังมีอัพเกรดต่างๆ อีกกว่า 46 รายการ

การทำให้การเดินทางนั้นยืดหยุ่นยิ่งขึ้น
ความยืดหยุ่นเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาหลักสำหรับคนไทยในการวางแผนการเดินทาง จากการสำรวจ YouGov ที่สนับสนุนโดย Airbnb พบว่า คนไทยกว่า 40% ที่ตอบแบบสำรวจ ต้องการความยืดหยุ่นในการเดินทางทุกเมื่อที่ต้องการ และกว่า 1 ใน 3 มองหาการเดินทางในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวไม่มากนัก เมื่อต้นปีนี้ Airbnb ได้นำเสนอเครื่องมือ I’m Flexible ซึ่งเป็นวิธีค้นหาที่พักวิธีใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเลือกที่พักหรือเวลาเดินทาง นับตั้งแต่เปิดใช้งานเครื่องมือนี้ มีผู้ใช้งาน I’m Flexible มากกว่า 500 ล้านครั้ง และเนื่องจากฟีเจอร์นี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้ Airbnb ตั้งใจพัฒนาต่อยอดเพื่อมอบความยืดหยุ่นให้ลูกค้ามากขึ้น โดยการขยายช่วงวันค้นหาเป็น 12 เดือน (จากที่เคยตั้งไว้ 6 เดือน)

ทั้งนี้ ที่พักที่มีระบบ Wifi ที่รวดเร็วและเชื่อถือได้ก็มีความสำคัญมากยิ่งกว่าในอดีต โดยเกือบ 55% ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยให้คะแนนความสำคัญของ Wifi เป็นอันดับ 1 ใน 3 สิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญที่สุด ปีนี้พบว่าผู้ใช้งานบน Airbnb จากทั่วโลก ใช้ตัวกรอง Wifi มากกว่า 288 ล้านครั้ง ด้วยเครื่องมือการตรวจสอบ Wifi ที่ Airbnb สร้างขึ้น จะทำให้เจ้าของที่พักสามารถทดสอบการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของที่พักนั้นๆ จากแอปฯ ของ Airbnb ได้โดยตรงและสามารถยืนยันความเร็วของ Wifi ได้ทันที ซึ่งการอัปเกรดนี้จะช่วยให้นักเดินทางที่เข้าพักไม่พลาดการประชุมผ่านซูม หรือรายการสตรีมมิงต่างๆ ระหว่าวกำลังเดินทางกับ Airbnb 

การปรับปรุงการแปลภาษากว่า 60 ภาษา
หลังจากที่ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกครั้งเมื่อเร็วๆ นี้ นักเดินทางจากต่างประเทศเริ่มค้นหาที่พักระยะยาว ในขณะที่คนไทยก็มองหาการเดินทางไปต่างประเทศอีกครั้ง โดยเกือบ 1 ใน 3 มองหาการเดินทางไปยังจุดหมายต่างๆ ภายในภูมิภาคเอเชีย Airbnb เล็งเห็นการเติบโตของการเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง จากเดิมมีสัดส่วน 20% ในไตรมาสแรก เพิ่มขึ้นเป็น 27% ในไตรมาสที่สอง และ 33% ในไตรมาสที่สาม

เมื่อการเดินทางระหว่างประเทศกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โปรแกรมการแปลภาษาใหม่ของ Airbnb (Translation Engine) จึงมอบประสบการณ์สื่อสารอันราบรื่นให้กับทั้งเจ้าของที่พักและแขกผู้เข้าพักในกว่า 60 ภาษา โดยโปรแกรมการแปลภาษาจะลดความจำเป็นในการใช้ปุ่ม ‘คลิกเพื่อแปล’ โดยนับจากนี้จะแปลคำอธิบายรายการและรีวิวได้เลยโดยอัตโนมัติ จากผลการศึกษาเกี่ยวกับภาษาแปล 10 อันดับแรกของ Airbnb ที่ได้จากบริษัทประเมินผลการแปลด้วยบริษัทคอมพิวเตอร์ชั้นนำ ทำให้ทราบว่า Translation Engine ได้ปรับปรุงคุณภาพที่พักบน Airbnb สูงถึงกว่า 99%  โดย Translation Engine ใช้ฐานข้อมูลบน Airbnb หลายล้านจุดในการปรับปรุงคุณภาพการแปลภาษา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไป ระบบนี้ก็จะยิ่งจะฉลาดขึ้นเพราะได้เรียนรู้จากเนื้อหาใหม่ที่ส่งเข้ามาในฐานข้อมูลตลอดเวลา

สนับสนุนการเดินทางที่เข้าถึงได้และการจัดการข้อมูล
Airbnb พัฒนาการตรวจสอบความสะดวกในการเข้าถึงตามแนวทางมาตรฐานใหม่ของวงการ เพื่อที่พักบน Airbnb สามารถเอื้อต่อนักเดินทางทุพพลภาพได้มากขึ้น โดยเจ้าของที่พักเพียงส่งภาพถ่ายสิ่งอำนวยความสะดวกของที่พักเข้าระบบ และรูปภาพเหล่านี้จะได้รับการตรวจสอบโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่เป็นตัวแทนของ Airbnb ปัจจุบัน ได้มีการตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการเข้าถึงที่พักกว่า 100,000 รายการในที่พักกว่า 25,000 แห่งทั่วโลก

นอกจากนั้น ยังได้ออกแบบแถบเครื่องมือ the Trips tab ใหม่ เพื่อเช็คข้อมูลการเดินทางทั้งหมดไว้ในที่เดียว แถบเครื่องมืออันชาญฉลาดและใช้งานง่ายขึ้นนี้จะมีการแสดง การนับถอยหลังสู่การเข้าพัก รายละเอียดการเช็คอิน อัพเดทสถานะการจองในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้น และแนะนำ Experiences ตามความต้องการของแต่ละคน

Bang Krachao park, opposite Klong Toei.

การสนับสนุนและส่งเสริมโฮสต์ Airbnb
Airbnb พบว่าแขกที่ต้องการเข้าพักบน Airbnb มีจำนวนมากขึ้นมากกว่าที่เคย จึงทำให้มีคนจำนวนมากขึ้นที่ต้องการให้เช่าที่พักเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจยิ่งขึ้นให้กับโฮสต์กว่า 4 ล้านรายบน Airbnb ในปัจจุบันและทำให้โฮสต์รายใหม่รู้สึกว่าการเริ่มก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Airbnb นั้นง่ายยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงประกาศเปิดตัว AirCover ที่ปัจจุบันมีเพียง Airbnb เท่านั้นที่จะมอบความคุ้มครอง AirCover ให้แก่โฮสต์ Airbnb ซึ่งครอบคลุมโฮสต์ทุกคน ด้วยการคุ้มครองความเสียหายในวงเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และความคุ้มครองในความรับผิดชอบด้วยวงเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ AirCover ยังรวมถึงการคุ้มครองการสูญเสียรายได้ การคุ้มครองความเสียหายจากสัตว์เลี้ยง การคุ้มครองการทำความสะอาดอย่างล้ำลึก และอีกมากมาย โดย AirCover นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ Airbnb มอบให้โฮตส์ทุกคนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ในส่วนของเจ้าของที่พักที่สนใจเปิดบ้านให้พักบนแพลตฟอร์ม Airbnb บริษัทฯ กำลังดำเนินการขยายฟังก์ชัน Ask a Superhost โดยจะเป็นการจับคู่ผู้ที่สนใจกับโฮสต์ที่มากประสบการณ์ เพื่อขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือแบบตัวต่อตัว โดยนับตั้งแต่เปิดตัวฟังก์ชันนี้ มีผู้สนใจเป็นโฮสต์กว่า 60,000 รายที่ใช้ฟังก์ชัน Ask a Superhost แล้ว โดยขณะนี้ Airbnb ได้ขยายฟังก์ชัน Ask a Superhost เป็นภาษาต่างๆ แล้วกว่า 30 ภาษาใน 196 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถขอคำแนะนำได้แล้วกับ Superhost สามารถเลือกค้นจาก สถานที่ ภาษา หรือรายชื่อได้ ข้อดีเพิ่มเติมของฟังก์ชันนี้คือ Superhost สามารถแนะนำเคล็ดลับในการกรอกรายละเอียดบนหน้ารายชื่อที่พักให้เสร็จสมบูรณ์และพร้อมช่วยเหลือกัน รวมถึงการรับจองที่พักครั้งแรก

ฟังก์ชั่น AirCover, Accessibility Review, Verified Wifi, I’m (even more) Flexible และ Ask a Superhost พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ ส่วนเครื่องมือ Translation Engine และแถบเครื่องมือ Smarter Trips จะเปิดตัวก่อนสิ้นปีนี้

Airbnb ก่อตั้งขึ้นในปี 2007 โดยเจ้าของที่พัก 2 คนเปิดบ้านต้อนรับแขกผู้เข้าพัก 3 คนในซานฟรานซิสโก ปัจจุบัน Airbnb เติบโตด้วยจำนวนผู้ให้บริการที่พัก (โฮสต์) กว่า 4 ล้านคน และได้ต้อนรับแขกผู้เข้าพักมากกว่า 1 พันล้านคนในเกือบทุกประเทศทั่วโลก ในทุกๆ วันโฮสต์ต่างให้บริการที่พักและจัดเอ็กซ์พีเรียนซ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเพื่อให้ทุกคนมีประสบการณ์ที่แท้จริง และคอนเน็คกันได้ยิ่งกว่าที่เคย https://news.airbnb.com/th

เพิ่มพูน เพชรพริ้ม (Permpoon Pejrprim)
ผู้แทน/บรรณาธิกร (Representative/Sub-Editor)
อี-ทราเวลเล่อร์สคลับ ทราเวล อัพเดท (ประเทศไทย) | E-Travelers Club travel update (Thailand)
รายงาน (report)

การจัดงาน ไอทีบี เอเชีย 2021 เสมือนจริง 25-28 ตุลาคม 2564 – สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวการท่องเที่ยวในอนาคต

e-Travelers Club is humbled with the honor of being Travel Media Partner among 37 high profile international travel media, with the world’s prestigious ITB-Asia since 2019.

การจัดงานแสดงสินค้าสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย ‘ไอทีบี เอเชีย 2021’ (“ITB Asia 2021”) เสมือนจริง ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 25-28 ตุลาคม 2021 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง มีผู้สนับสนุนทั้งสิ้น 400 ราย ผู้มาออกงานแสดงสินค้ามากกว่า 3,200 ราย กลุ่มตัวแทนผู้ซื้อจากทั่วโลกกว่า 900 ราย ในการจัดงานครั้งนี้ได้มีการประชุมเจรจาและแลกเปลี่ยนทางธุรกิจถึง 42,100 รายการ

การท่องเที่ยวจะไม่กลับมาเป็นเหมือนช่วงยุคก่อน COVID-19 ระบาดอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากการท่องเที่ยวก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งด้วย ผู้ประกอบการจำต้องหาจุดสมดุลเพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งประสบการณ์ที่มีค่านั้น ทั้งนี้ นับวันเทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ในขณะที่การท่องเที่ยวท้องถิ่นเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เดินทางที่ได้รับวัคซีนแล้วยังสับสนว่าจะเดินทางไปประเทศใดได้บ้าง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดที่ออกโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ อยู่บ่อยครั้ง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของจำนวนผู้ป่วย COVID-19 ที่เพิ่มขึ้น การอัปเดตระเบียบการ การทำความคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี ค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนหลายครั้ง ข้อกำหนดเกี่ยวกับจุดหมายปลายทางที่เดินทางมาถึง และค่าประกันที่สูงขึ้น – ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ประสบการณ์ในการเดินทางท่องเที่ยวถูกจำกัดลง ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศอาจจะกลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนเกิดโรคระบาด ได้ราว 26% ในปี 2567 (2024)

ITB-ASIA VIRTUAL 25-28 October, 2021 All You Need to Know – the Future of Travel

ITB-Asia Virtual 2021 recorded 400 sponsors, over 3200 exhibitors to over 900 international buyers executing 42,100 business meetings and exchanges.

CONCLUDED ON A NOTE OF A SUCCESSFUL STIMULATING VIRTUAL EVENT

Traveling will never be the same as pre-COVID-19 epoch. Traveling is all about human-led experiences and industry players will have to seek a balance to make the experience worth as technology is on its course to shape the future of travel. While localization is the new global, international travel is gradually picking up. Vaccinated travelers however confused as to where to travel overseas with frequent changes in requirements issued by the governments, rising cost of travel, uncertainty with rising COVID-19 cases, keeping an update on protocol, getting familiar to use of technology, cost of multiple vaccination requirements on arriving destination, high cost of insurance – all these factors causing a restrain in travel experiences. Experts opine that international travel may become normal by 2024 at 26% pre-pandemic level.

ITB-ASIA 2021 WELCOME REMARKS